ผู้ป่วยสโตรกเจาะคอ ดูแลเสมหะอย่างไร กินอาหารได้ไหม และถอดท่อได้เมื่อไร

ผู้ป่วยสโตรกเจาะคอ ดูแลเสมหะอย่างไร กินอาหารได้ไหม และถอดท่อได้เมื่อไร
โรคหลอดเลือดสมอง | ดูแลระยะยาว 2569

ผู้ป่วยสโตรกเจาะคอ
ดูแลเสมหะอย่างไร กินอาหารได้ไหม และถอดท่อได้เมื่อไร

เมื่อแพทย์บอกว่าต้องเจาะคอ ครอบครัวส่วนใหญ่ตกใจและกลัวว่าผู้ป่วยจะต้องติดท่อไปตลอดชีวิต ความจริงคือผู้ป่วยสโตรกจำนวนไม่น้อยถอดท่อได้เมื่ออาการคงที่และผ่านเกณฑ์ประเมิน บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องเจาะคอ ดูแลเสมหะอย่างไรให้ปลอดภัย และแพทย์ใช้อะไรตัดสินว่าพร้อมถอดท่อแล้ว

เขียนโดย: กภ.ประวีณา แสนสุวรรณ ก.12011|ตรวจสอบโดย: พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854|อัปเดต: ก.ย. พ.ศ. 2569|อ่าน 10 นาที
เจาะคอเร็วในเคสหนัก
ใช้เครื่องช่วยหายใจสั้นลง
และภาวะแทรกซ้อนน้อยลง ตามงานวิจัย พ.ศ. 2568
เกณฑ์ประเมินถอดท่อ
4 อย่างหลัก
ระดับความรู้สึกตัว การกลืน การไอ ปริมาณเสมหะ
ฝึกกล้ามเนื้อหายใจ 3 สัปดาห์
เพิ่มโอกาสถอดท่อสำเร็จ
และลดปอดอักเสบในงานทดลองแบบสุ่ม
KIN ทุกสาขา
รับดูแลผู้ป่วยเจาะคอ
ทีมพยาบาลและนักกิจกรรมบำบัดวางแผนถอดท่อร่วมกับแพทย์

คำว่า “ต้องเจาะคอ” ทำให้หลายบ้านรู้สึกว่าอาการแย่ลงและจะเป็นแบบนี้ไปตลอด ความจริงคือการเจาะคอในผู้ป่วยสโตรกส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือชั่วคราวเพื่อให้หายใจสะดวก ดูดเสมหะได้ และถอดเครื่องช่วยหายใจได้เร็วขึ้น บทความนี้เรียงสิ่งที่ครอบครัวต้องรู้ตั้งแต่วันแรกที่มีท่อ จนถึงวันที่แพทย์ประเมินว่าพร้อมถอด และบอกชัดว่าตัวเลขไหนมาจากงานวิจัยชิ้นใด

ครอบคลุมผู้ป่วยสโตรกที่เจาะคอเพื่อช่วยหายใจหรือดูดเสมหะ ไม่ครอบคลุมการเจาะคอจากมะเร็งหรือการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน การตัดสินใจถอดท่อเป็นของแพทย์และทีมสหวิชาชีพ ครอบครัวไม่ควรปิดหรือถอดท่อเองในทุกกรณี

พยาบาลดูแลผู้ป่วยสโตรกที่มีท่อเจาะคออย่างใกล้ชิดข้างเตียง ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ผู้ป่วยเจาะคอต้องการทีมพยาบาลที่ดูแลเสมหะและเฝ้าระวังการติดเชื้ออย่างใกล้ชิดระหว่างพักฟื้น

เนื้อหาในบทความนี้

1. ทำไมผู้ป่วยสโตรกบางรายต้องเจาะคอ2. ดูแลเสมหะและท่อเจาะคอที่บ้านอย่างไร3. กินอาหารทางปากได้ไหม ฝึกกลืนตอนไหน4. แพทย์ใช้อะไรตัดสินว่าพร้อมถอดท่อ5. ฝึกกล้ามเนื้อหายใจช่วยถอดท่อจริงไหม6. ถอดท่อแล้วต้องดูแลต่ออย่างไร

1. ทำไมผู้ป่วยสโตรกบางรายต้องเจาะคอ

คำตอบสั้น: ผู้ป่วยสโตรกรุนแรงที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจนานหรือไม่สามารถไอขับเสมหะออกเองได้ แพทย์จะเจาะคอเพื่อเปิดทางหายใจโดยตรง ทำให้ดูดเสมหะได้สะดวก ลดความเสี่ยงสำลัก และมักถอดเครื่องช่วยหายใจได้ง่ายกว่าการใส่ท่อทางปาก

งานวิจัยในผู้ป่วยสโตรกขาดเลือดชนิดรุนแรงที่ตีพิมพ์ พ.ศ. 2568 พบว่ากลุ่มที่เจาะคอเร็วกว่า ใช้เวลาบนเครื่องช่วยหายใจสั้นลง และมีภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการเจาะคอน้อยกว่ากลุ่มที่เจาะคอตามมาตรฐานทั่วไป โดยไม่ได้เพิ่มความพิการรุนแรงที่หกเดือน การเจาะคอจึงเป็นเครื่องมือช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ไม่ใช่สัญญาณว่าอาการแย่ลงเสมอไป

ข้อเท็จจริงที่ครอบครัวควรรู้ ศูนย์ฟื้นฟู KIN รับดูแลผู้ป่วยเจาะคอทุกสาขา ไม่ต้องหาสาขาเฉพาะทาง

2. ดูแลเสมหะและท่อเจาะคอที่บ้านอย่างไรให้ปลอดภัย

คำตอบสั้น: หลักสำคัญคือดูดเสมหะเมื่อมีสัญญาณอุดกั้น ไม่ใช่ดูดตามเวลาที่ตั้งไว้ตายตัว ทำความสะอาดรอบแผลเจาะคอสม่ำเสมอ และสังเกตลักษณะเสมหะที่เปลี่ยนไปเพื่อรู้ทันการติดเชื้อ

สิ่งที่ต้องทำรายละเอียด
ดูดเสมหะเมื่อจำเป็นสังเกตเสียงครืดคราดในลำคอ หายใจเหนื่อยขึ้น หรือค่าออกซิเจนในเลือดลดลง มากกว่าดูดตามเวลาตายตัว
ทำความสะอาดรอบแผลเช็ดผิวหนังรอบท่อทุกวัน สังเกตรอยแดง บวม หรือมีหนอง ซึ่งเป็นสัญญาณติดเชื้อ
เปลี่ยนผ้าก๊อซรองท่อเปลี่ยนเมื่อเปียกชื้นหรือสกปรก เพื่อลดการระคายเคืองผิวหนัง
เพิ่มความชื้นในอากาศที่หายใจลดเสมหะเหนียวข้นที่อุดตันท่อได้ง่าย
สังเกตลักษณะเสมหะเสมหะข้นเหลืองเขียวหรือมีกลิ่นผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณติดเชื้อ ต้องแจ้งทีมพยาบาลทันที

ทีมพยาบาลควรฝึกสอนครอบครัวทำจริงก่อนกลับบ้าน ไม่ใช่ให้ทำตามคำอธิบายอย่างเดียว

พบข้อใดข้อหนึ่ง ให้พบแพทย์ทันที ถ้าอยู่บ้านให้โทร 1669

• หายใจลำบากเฉียบพลัน ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ
• ท่อเลื่อนหลุดหรือขยับผิดตำแหน่ง
• มีเลือดออกจากแผลหรือจากท่อปริมาณมาก
• ไข้สูงร่วมกับเสมหะเปลี่ยนสีหรือมีกลิ่น
• ดูดเสมหะแล้วยังหายใจเสียงดังหรือเหนื่อยไม่ดีขึ้น

รายการนี้ใช้เพื่อตัดสินใจโทร ไม่ควรรอสังเกตอาการต่อที่บ้าน

พยาบาลสอนญาติผู้ป่วยทำความสะอาดรอบท่อเจาะคอและเตรียมอุปกรณ์ดูดเสมหะ ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ทีมพยาบาลสอนครอบครัวทำจริงเรื่องการดูดเสมหะและทำความสะอาดรอบแผลก่อนกลับบ้าน

3. กินอาหารทางปากได้ไหม เริ่มฝึกกลืนตอนไหน

คำตอบสั้น: ผู้ป่วยเจาะคอบางรายกลืนได้ปกติและกินทางปากได้ตามคำแนะนำของทีมฝึกกลืน แต่บางรายต้องให้อาหารทางสายชั่วคราวก่อน จนกว่าจะผ่านการประเมินความปลอดภัยในการกลืน เพราะการมีท่อเจาะคออาจส่งผลต่อกลไกการกลืนบางส่วน

การประเมินความพร้อมกลืนต้องทำโดยนักกิจกรรมบำบัดหรือทีมฝึกกลืนที่มีเครื่องมือเฉพาะ เช่น การทดสอบด้วยสีผสมอาหารเพื่อดูว่ามีการสำลักลงหลอดลมหรือไม่ ห้ามให้ผู้ป่วยลองกินเองที่บ้านโดยไม่ผ่านการประเมิน เพราะการสำลักเงียบที่ไม่มีอาการไอให้เห็นเป็นเรื่องพบได้บ่อยในผู้ป่วยกลุ่มนี้

นักกิจกรรมบำบัดประเมินความพร้อมในการกลืนของผู้ป่วยเจาะคอด้วยการทดสอบทีละคำ ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

การประเมินความพร้อมกลืนต้องทำโดยทีมฝึกกลืนก่อนให้กินทางปาก เพราะการสำลักเงียบมองไม่เห็นจากภายนอก

4. แพทย์ใช้อะไรตัดสินว่าพร้อมถอดท่อแล้ว

คำตอบสั้น: เกณฑ์หลักที่ใช้ประเมินคือระดับความรู้สึกตัว ผลการทดสอบการกลืน ความสามารถในการไอขับเสมหะเอง และปริมาณเสมหะที่ต้องดูดต่อวัน งานวิจัยล่าสุดเริ่มใช้การตรวจปอดเสริมเพื่อเพิ่มความแม่นยำ

เกณฑ์รายละเอียดจากงานวิจัย
ระดับความรู้สึกตัวและความสามารถไองานวิจัย พ.ศ. 2568 ในผู้ป่วยสโตรก 219 ราย พบว่าคะแนนความรู้สึกตัว (GCS) ผลทดสอบการกลืน และความสามารถไอ เป็นปัจจัยที่ทำนายการถอดท่อสำเร็จได้ตั้งแต่ระยะกึ่งเฉียบพลัน
จำนวนครั้งที่ต้องดูดเสมหะโพรโทคอลข้างเตียง พ.ศ. 2569 กำหนดว่าต้องดูดเสมหะไม่เกิน 2 ครั้งต่อ 24 ชั่วโมง ร่วมกับทนต่อการปิดท่อทดลองได้
ความจุปอด (FVC)งานวิจัย พ.ศ. 2569 พบว่าความจุปอดที่เพิ่มขึ้นในช่วง 3 สัปดาห์แรกสัมพันธ์กับระยะเวลาที่ถึงการถอดท่อสั้นลง

เกณฑ์เหล่านี้ใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ดูตัวใดตัวหนึ่งตัวเดียว และต้องประเมินซ้ำเป็นระยะเพราะอาการเปลี่ยนแปลงได้

โพรโทคอลข้างเตียงที่แม่นยำขึ้น งานวิจัยตรวจสอบโพรโทคอลข้างเตียงแบบไม่ต้องส่องกล้องในผู้ป่วยสมองบาดเจ็บ 36 ราย พบว่าเมื่อเทียบกับการส่องกล้องตรวจจริง โพรโทคอลนี้จับได้ถูกต้องราวร้อยละ 96 ว่าใครพร้อมถอดท่อ ช่วยลดความจำเป็นต้องส่องกล้องในผู้ป่วยทุกราย

5. ฝึกกล้ามเนื้อหายใจช่วยให้ถอดท่อสำเร็จมากขึ้นจริงไหม

คำตอบสั้น: งานทดลองแบบสุ่มในผู้ป่วยเจาะคอหลังสโตรกพบว่า การฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าและหายใจออกเป็นเวลาสามสัปดาห์ ช่วยเพิ่มแรงหายใจและอัตราการถอดท่อสำเร็จ พร้อมลดอัตราปอดอักเสบใหม่เมื่อเทียบกับการดูแลปกติ

การฝึกนี้ต้องทำโดยนักกายภาพบำบัดทางเดินหายใจที่มีอุปกรณ์วัดแรงหายใจ ไม่ใช่การฝึกหายใจทั่วไปที่ทำเองได้ที่บ้านโดยไม่มีการวัดผล ครอบครัวที่สนใจควรสอบถามว่าศูนย์ฟื้นฟูมีโปรแกรมนี้หรือไม่ก่อนตัดสินใจเลือก

6. ถอดท่อแล้วต้องดูแลต่ออย่างไร

คำตอบสั้น: หลังถอดท่อ แผลจะปิดเองได้ภายในไม่กี่วันถึงสองสัปดาห์ ระหว่างนี้ต้องสังเกตการหายใจและเสียงพูดที่อาจเปลี่ยนไปชั่วคราว และยังต้องติดตามเรื่องการกลืนต่อเนื่องเพราะกล้ามเนื้อบริเวณคอยังต้องปรับตัว

แผนฟื้นฟูหลังถอดท่อควรครอบคลุมทั้งการฝึกกลืน การฝึกพูด และการฟื้นฟูร่างกายโดยรวมที่อาจหยุดชะงักไปช่วงที่ยังมีท่อ

KIN เป็นศูนย์ฟื้นฟู Stroke แบบครบวงจร รับดูแลผู้ป่วยเจาะคอทุกสาขา ทีมพยาบาลดูแลเรื่องเสมหะ นักกิจกรรมบำบัดประเมินความพร้อมกลืน และวางแผนถอดท่อร่วมกับแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูประเมินก่อนวางแผน กายภาพบำบัดวันละ 1 ครั้งทุกแพ็กเกจ หรือแบบเข้มข้นวันละ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 45 ถึง 60 นาที ตามคำแนะนำของแพทย์ และปรับความหนักตามการเยี่ยมของแพทย์ทุกสัปดาห์ ดูรายละเอียดโปรแกรมแบบพักค้างที่ หน้าศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง KIN และเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่ หน้าบริการดูแลผู้ป่วยติดเตียง KIN

กภ.ประวีณา แสนสุวรรณ นักกายภาพบำบัด KIN

“ครอบครัวมักถามว่าจะได้ถอดท่อไหม คำตอบที่เราให้ได้จริงคือ ต้องดูสี่อย่างพร้อมกัน ตื่นดีไหม กลืนได้ไหม ไอเองได้ไหม และเสมหะเหลือเท่าไร สี่อย่างนี้ดีขึ้นได้ด้วยการฝึกทุกวัน ไม่ใช่รอเฉย ๆ ให้เวลาผ่านไป”

กภ.ประวีณา แสนสุวรรณ ก.12011 — นักกายภาพบำบัด KIN Rehabilitation & Homecare
นักกายภาพบำบัดทางเดินหายใจฝึกกล้ามเนื้อหายใจให้ผู้ป่วยด้วยอุปกรณ์ฝึกหายใจ ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

การฝึกกล้ามเนื้อหายใจต้องมีอุปกรณ์วัดผล และทำโดยนักกายภาพบำบัดทางเดินหายใจ

ติดต่อสอบถาม | นัดประเมินฟรี

ปรึกษาการดูแลผู้ป่วยเจาะคอและแผนถอดท่อ ประเมินก่อนไม่มีค่าใช้จ่าย

KIN Medical Hub ลาดพร้าว 71

LINE KIN ลาดพร้าว 71โทร KIN ลาดพร้าว 71 091-803-3071

โรงพยาบาลกายภาพบำบัด KIN สุขุมวิท 107

LINE KIN สุขุมวิท 107โทร KIN สุขุมวิท 107 065-909-2599

KIN ศูนย์ฟื้นฟู พัทยา

LINE KIN พัทยาโทร KIN พัทยา 082-213-9976

KIN ศูนย์ฟื้นฟู ราชพฤกษ์

LINE KIN ราชพฤกษ์โทร KIN ราชพฤกษ์ 065-384-5494

KIN รามคำแหง 24 จองสิทธิ์ก่อนเปิด 15 พ.ย. 2569

LINE KIN รามคำแหง 24โทร KIN รามคำแหง 24 081-632-8188

KIN ศาลายา จองสิทธิ์ก่อนเปิด 15 ธ.ค. 2569

LINE KIN ศาลายาโทร KIN ศาลายา 093-884-1888

สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669

คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN

ผู้ป่วยสโตรกเจาะคอ ต้องติดท่อไปตลอดหรือไม่

ไม่จำเป็นค่ะ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยถอดท่อได้เมื่ออาการคงที่และผ่านเกณฑ์ประเมิน เช่น ระดับความรู้สึกตัว ความสามารถไอขับเสมหะ ผลการทดสอบกลืน และปริมาณเสมหะที่ลดลง การเจาะคอเป็นเครื่องมือช่วยระยะหนึ่ง ไม่ใช่ภาวะถาวรเสมอไป

KIN รับดูแลผู้ป่วยเจาะคอไหม

รับดูแลทุกสาขาค่ะ ทีมพยาบาลและนักกิจกรรมบำบัดดูแลเรื่องเสมหะ ประเมินความพร้อมกลืน และวางแผนถอดท่อร่วมกับแพทย์

ผู้ป่วยเจาะคอกินอาหารทางปากได้ไหม

บางรายกินได้ตามคำแนะนำของทีมฝึกกลืนหลังผ่านการประเมินความปลอดภัยในการกลืน แต่บางรายต้องให้อาหารทางสายก่อนค่ะ ห้ามให้ผู้ป่วยลองกินเองโดยไม่ผ่านการประเมิน เพราะอาจสำลักโดยไม่มีอาการไอให้เห็น

แพทย์ใช้อะไรตัดสินว่าถอดท่อได้แล้ว

ใช้หลายเกณฑ์ร่วมกันค่ะ ได้แก่ระดับความรู้สึกตัว ผลการทดสอบการกลืน ความสามารถไอขับเสมหะเอง จำนวนครั้งที่ต้องดูดเสมหะต่อวัน และในบางแห่งเริ่มใช้การตรวจความจุปอดเสริมเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการทำนาย

ฝึกกล้ามเนื้อหายใจช่วยให้ถอดท่อได้เร็วขึ้นจริงไหม

งานทดลองแบบสุ่มพบว่าการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าและออกเป็นเวลาสามสัปดาห์ช่วยเพิ่มแรงหายใจและอัตราการถอดท่อสำเร็จ พร้อมลดอัตราปอดอักเสบใหม่ค่ะ ต้องทำโดยนักกายภาพบำบัดทางเดินหายใจที่มีอุปกรณ์วัดผล

ดูแลเสมหะที่บ้านต้องระวังอะไรที่สุด

ดูดเสมหะเมื่อมีสัญญาณอุดกั้นจริง ไม่ใช่ดูดตามเวลาตายตัว สังเกตลักษณะเสมหะที่เปลี่ยนไป และรีบแจ้งทีมแพทย์ทันที หากหายใจลำบากเฉียบพลัน ท่อเลื่อนหลุด มีเลือดออกมาก หรือไข้สูงร่วมกับเสมหะเปลี่ยนสีค่ะ

เขียนและตรวจสอบโดย
กภ.ประวีณา แสนสุวรรณ นักกายภาพบำบัด ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN
นักกายภาพบำบัด KIN Rehabilitation & Homecare

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854 | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: ก.ย. พ.ศ. 2569 | บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย การถอดท่อเจาะคอและแผนดูแลของผู้ป่วยแต่ละรายต้องให้แพทย์และทีมรักษาเป็นผู้กำหนด

อยากเห็นบทความสุขภาพจาก KIN บ่อยขึ้นเวลาค้นหา — ตั้ง kinrehab.com เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณต้องการบน Google ได้ในคลิกเดียว
Tags: เจาะคอ tracheostomy ถอดท่อเจาะคอ ฟื้นฟูสโตรก