สโตรกเป็นซ้ำได้ไหม ทำไมต้องหาต้นเหตุให้เจอ
อธิบายโดยแพทย์ด้านระบบประสาทวิทยา อ้างอิงแนวทางและงานวิจัยล่าสุด
ผู้ป่วย TIA และสโตรกเล็ก 3,847 ราย
ของสโตรกซ้ำทั้งหมด
การหาสาเหตุเสร็จหรือเริ่มต้นแล้ว
มม.ปรอท
คำตอบสั้น: เป็นซ้ำได้ และความเสี่ยงไม่ได้จบหลังปีแรก งานติดตามผู้ป่วย TIA และสโตรกเล็กเกือบ 4,000 รายพบว่า ภายใน 5 ปีเกิดสโตรกซ้ำ 9.5% และ 43% ของสโตรกซ้ำเกิดในปีที่ 2–5 การป้องกันที่ได้ผลจึงไม่ใช่แค่กินยาให้ครบ แต่ต้อง รู้ว่าสโตรกครั้งแรกเกิดจากอะไร เพราะแต่ละสาเหตุใช้วิธีป้องกันต่างกัน แนวทาง AHA/ASA 2021 แนะนำให้หาสาเหตุให้เสร็จหรือเริ่มตรวจภายใน 48 ชั่วโมงหลังมีอาการ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป การวินิจฉัยและการรักษาของแต่ละคนต้องให้แพทย์ประเมิน
เนื้อหาในบทความนี้
1. ทำไมความเสี่ยงยังอยู่ แม้อาการดีขึ้นแล้ว
คำตอบสั้น: ครอบครัวมักโล่งใจเมื่อผู้ป่วยกลับมาเดินได้ แต่สิ่งที่ทำให้เป็นสโตรกครั้งแรก เช่น หลอดเลือดตีบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันสูง ส่วนใหญ่ยังอยู่ในร่างกาย ถ้าไม่จัดการต้นเหตุ ความเสี่ยงก็ยังอยู่
งานติดตามผู้ป่วยต่อเนื่อง 5 ปี (NEJM, 2018) พบว่าเหตุการณ์หลอดเลือดสำคัญ (สโตรก หัวใจขาดเลือด หรือเสียชีวิตจากหลอดเลือด) เกิดในปีแรกพอ ๆ กับในปีที่ 2–5 รวมกัน การดูแลจึงต้องต่อเนื่องหลายปี ไม่ใช่แค่ช่วงหลังออกจากโรงพยาบาล
และในผู้ป่วยที่เป็นสโตรกซ้ำ พบภาวะสมองเสื่อมมากกว่า 1 ใน 3 สูงกว่าหลังเป็นครั้งแรกมาก (อ่านเรื่องความจำหลังสโตรก)

ยาป้องกันขึ้นกับต้นเหตุของสโตรกครั้งแรก ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนเอง
2. 5 ต้นเหตุหลัก ป้องกันต่างกัน
คำตอบสั้น: ตารางนี้ใช้กับ สโตรกชนิดหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และ TIA ซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ถ้าเป็น หลอดเลือดสมองแตก (เลือดออกในสมอง) การป้องกันหลักคือคุมความดัน และยาบางกลุ่มในตารางอาจห้ามใช้ ต้องถามแพทย์เท่านั้น
| ต้นเหตุ | คืออะไร | วิธีป้องกันหลัก (แพทย์เป็นผู้เลือก) |
|---|---|---|
| หลอดเลือดใหญ่ตีบ | ไขมันพอกที่หลอดเลือดคอหรือในสมอง | ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน บางรายต้องผ่าตัดหรือใส่ขดลวดหลอดเลือดคอ |
| หลอดเลือดเล็กในสมองเสื่อม | หลอดเลือดฝอยเสียจากความดันสูงหรือเบาหวานนาน ๆ | คุมความดันให้ได้เป้าเป็นหลัก ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด |
| ลิ่มเลือดจากหัวใจ | ส่วนใหญ่จากหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF ซึ่งบางคนไม่มีอาการ | ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (คนละกลุ่มกับยาต้านเกล็ดเลือด) |
| สาเหตุเฉพาะ | เช่น หลอดเลือดฉีกขาด ภาวะเลือดแข็งตัวง่าย รูรั่วในหัวใจ (PFO) ในผู้ป่วยอายุน้อย | รักษาตามสาเหตุเป็นรายคน |
| หาสาเหตุไม่พบ | ตรวจครบแล้วยังไม่ชัด | อาจต้องติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่องหลายวันถึงหลายสัปดาห์ เพื่อหา AF ที่ซ่อนอยู่ |
งานวิจัยใน JAMA Neurology (2023) พบว่าผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมี หลายสาเหตุร่วมกัน และความเสี่ยงใน 5 ปีต่างกันมากตามสาเหตุ นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรใช้ชุดป้องกันแบบเดียวกับทุกคน

ยาแต่ละกลุ่มใช้กับต้นเหตุคนละแบบ การจัดยาควรมีคนตรวจซ้ำ
3. เป็นสโตรกแล้ว ควรได้ตรวจอะไรบ้าง
คำตอบสั้น: ตรวจเช็กกับเอกสารจากโรงพยาบาลว่าผู้ป่วยได้ตรวจเหล่านี้หรือยัง
- ภาพสมอง (CT หรือ MRI) ระบุชนิดและตำแหน่งของสโตรก
- ตรวจหลอดเลือดคอและหลอดเลือดสมอง (อัลตราซาวนด์ CTA หรือ MRA)
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และติดตามจังหวะหัวใจต่อเนื่องเมื่อแพทย์เห็นควร
- อัลตราซาวนด์หัวใจ ในรายที่สงสัยลิ่มเลือดจากหัวใจ
- น้ำตาลสะสม (HbA1c) ไขมันในเลือด
- คัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ถ้ากรนดังหรือง่วงกลางวันมาก
ถ้าไม่แน่ใจว่าตรวจครบหรือยัง ไม่จำเป็นต้องตรวจใหม่ทั้งหมด ให้นำเอกสารจากโรงพยาบาลมาให้แพทย์ประสาทวิทยาดูว่ายังขาดอะไร การตรวจบางอย่าง เช่น MRI หรืออัลตราซาวนด์หัวใจผ่านหลอดอาหาร ยังต้องทำที่โรงพยาบาล
4. ปัจจัยที่ครอบครัวช่วยคุมได้ทุกวัน
- ความดันเลือด — แนวทาง AHA/ASA 2021 ตั้งเป้าต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ (บางราย เช่น หลอดเลือดตีบรุนแรง แพทย์อาจตั้งเป้าต่างออกไป) วัดที่บ้านและจดให้แพทย์ดู
- กินยาสม่ำเสมอ ไม่หยุดเอง แม้อาการดีขึ้นแล้ว (อ่านเรื่องยาหลังสโตรก)
- น้ำตาลและไขมัน ตามเป้าที่แพทย์ตั้ง
- เลิกบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์
- ขยับร่างกายสม่ำเสมอ ตามที่นักกายภาพแนะนำ
- รู้อาการเตือน หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที แม้อาการหายเองแล้วก็ตาม (อ่านเรื่อง TIA)

ขยับร่างกายสม่ำเสมอเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันสโตรกซ้ำ
ที่ KIN • แพทย์ประสาทวิทยาทบทวนประวัติ ผลตรวจ และยาที่ใช้อยู่ ร่วมกับแผนการรักษาของโรงพยาบาลเดิม
• ตรวจหลอดเลือดคอด้วยอัลตราซาวนด์ ที่ศูนย์หลอดเลือด Kin Charnn สุขุมวิท 107 (โทร 084-003-6655 หรือ 065-909-2599)
• ทีมฟื้นฟูดูแลเรื่องการออกกำลังกาย การกิน และการวัดความดันร่วมกับครอบครัว
ปรึกษาแพทย์ | KIN สุขุมวิท 107
นัดปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า (ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน) · มีอาการสโตรกตอนนี้ โทร 1669
สาขาอื่นของ KIN Rehabilitation
สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669
คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN
สโตรกเป็นซ้ำได้ไหม
ได้ ความเสี่ยงสูงที่สุดในช่วงแรก และยังอยู่ต่อเนื่องหลายปี การป้องกันต้องทำระยะยาว
กินยาครบแล้ว ทำไมยังเป็นซ้ำ
แม้รักษาถูกต้องแล้ว สโตรกก็ยังเป็นซ้ำได้ เพราะหลอดเลือดเสื่อมไปตามอายุและโรคประจำตัว บางรายมีหลายสาเหตุร่วมกัน หรือปัจจัยเสี่ยงยังคุมไม่ได้ตามเป้า สิ่งที่ควรทำคือให้แพทย์ทบทวนต้นเหตุและเป้าการคุม ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาเดิมเอง
ยาต้านเกล็ดเลือดกับยาละลายลิ่มเลือดต่างกันไหม
ต่างกัน ยาที่คนทั่วไปเรียกว่า "ยาละลายลิ่มเลือด" แบบกินที่บ้าน เช่น วาร์ฟาริน ทางการแพทย์เรียกว่า ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ใช้เมื่อต้นเหตุคือลิ่มเลือดจากหัวใจ ส่วน ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน ใช้กับหลอดเลือดตีบ ยาละลายลิ่มเลือดจริง ๆ (ชนิดฉีด) ใช้ในห้องฉุกเฉินช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกเท่านั้น ห้ามสลับหรือหยุดยาเอง (อ่านต่อ)
ต้องไปหาหมอสมองไหม ถ้าหมอที่โรงพยาบาลดูแลอยู่แล้ว
ยาหลักและการนัดติดตามยังเป็นของแพทย์ที่โรงพยาบาลตามเดิม แพทย์ประสาทวิทยาที่ศูนย์ฟื้นฟูช่วยทบทวนว่าการป้องกันครบตามต้นเหตุหรือยัง และประสานกับทีมฟื้นฟูระหว่างนัด
- Kleindorfer DO, et al. 2021 Guideline for the Prevention of Stroke in Patients With Stroke and Transient Ischemic Attack. Stroke. 2021;52(7):e364–e467
- Amarenco P, et al. Five-Year Risk of Stroke after TIA or Minor Ischemic Stroke. N Engl J Med. 2018;378(23):2182–2190
- Underlying Causes of TIA and Minor Ischemic Stroke and Risk of Major Vascular Events. JAMA Neurol. 2023;80(11):1199–1208
- Pendlebury ST, Rothwell PM. Lancet Neurol. 2009;8(11):1006–1018

เขียนและตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.กฤชฐา พึ่งเจริญ ว.40781 แพทย์ด้านระบบประสาทวิทยา | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: พ.ย. พ.ศ. 2569 | ข้อมูลสุขภาพเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย ยาหลักและการนัดติดตามยังเป็นของแพทย์ประจำตัวที่โรงพยาบาล