1. การดูแลแบบประคับประคองคืออะไร และต่างจากการรักษาอย่างไร
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือการดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิต สำหรับผู้ที่มีโรคซึ่งรักษาไม่หายขาด ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ความต่างจากการรักษาโรคอยู่ที่คำถามตั้งต้น — การรักษาถามว่า "จะกำจัดโรคได้อย่างไร" ส่วนการดูแลแบบประคับประคองถามว่า "จะทำให้วันที่เหลืออยู่ดีที่สุดได้อย่างไร" ทั้งสองคำถามนี้ไม่ได้ขัดกัน และในทางปฏิบัติมักทำไปพร้อมกัน
องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามการดูแลแบบประคับประคองไว้ชัดเจนว่าไม่ใช่การเร่งและไม่ใช่การชะลอการเสียชีวิต แต่คือการดูแลที่ยอมรับความตายเป็นกระบวนการธรรมชาติ พร้อมช่วยให้ผู้เข้ารับบริการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และช่วยครอบครัวรับมือทั้งระหว่างการดูแลและหลังจากนั้น — นี่คือเหตุผลที่การดูแลแบบนี้มีครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของแผนเสมอ ไม่ใช่แค่ผู้เยี่ยม
| ประเด็น | การรักษาโรค | การดูแลแบบประคับประคอง |
|---|---|---|
| คำถามตั้งต้น | จะกำจัดหรือควบคุมโรคได้อย่างไร | จะทำให้วันที่เหลืออยู่ดีที่สุดได้อย่างไร |
| ตัวชี้วัด | ขนาดก้อน ค่าผลเลือด ระยะของโรค | ระดับความปวด การนอนหลับ ความสามารถทำสิ่งที่อยากทำ |
| เริ่มเมื่อไร | ตั้งแต่วินิจฉัยโรค | ตั้งแต่วินิจฉัยเช่นกัน ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย |
| ทำพร้อมกันได้ไหม | — | ได้ ทำควบคู่กับเคมีบำบัดหรือการรักษาอื่นได้ |
| ใครอยู่ในแผน | ผู้เข้ารับบริการเป็นหลัก | ผู้เข้ารับบริการ และครอบครัว อยู่ในแผนเดียวกัน |
| ต่างจาก Hospice | — | Hospice คือช่วงท้ายที่ไม่ได้มุ่งรักษาโรคแล้ว — Palliative Care กว้างกว่าและเริ่มได้ก่อนหน้านั้นมาก |
2. ความเข้าใจผิด 6 ข้อ ที่ทำให้ครอบครัวเริ่มช้าเกินไป
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการดูแลแบบประคับประคองในไทยไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหรือระยะทาง แต่คือความเข้าใจผิดว่า "เริ่มเมื่อไหร่ก็เท่ากับยอมแพ้" ผลคือครอบครัวจำนวนมากรอจนอาการทรมานมากแล้วจึงเริ่ม ทั้งที่ถ้าเริ่มเร็วกว่านั้น ผู้เข้ารับบริการจะได้เวลาที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเดือน
เข้าใจผิด: "เท่ากับยอมแพ้ ไม่สู้แล้ว"
ข้อเท็จจริง: เป็นการเปลี่ยนเป้าหมายจาก "ยืดเวลา" มาเป็น "ทำให้เวลาที่มีมีคุณค่า" ไม่ใช่การหยุดดูแล และไม่ได้แปลว่าต้องหยุดการรักษาโรคที่ยังทำอยู่
เข้าใจผิด: "ต้องรอระยะสุดท้ายก่อน"
ข้อเท็จจริง: เริ่มได้ตั้งแต่วันที่รู้ว่าโรครักษาไม่หายขาด และงานวิจัยพบว่าการเริ่มเร็วให้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างชัดเจน
เข้าใจผิด: "คือการให้ยาแรงจนหลับตลอด"
ข้อเท็จจริง: เป้าหมายคือให้ตื่นรู้ตัวและสื่อสารกับครอบครัวได้มากที่สุดเท่าที่ยังไม่ทรมาน การใช้ยาจึงต้องปรับให้พอดี ไม่ใช่ให้มากไว้ก่อน
เข้าใจผิด: "ส่งเข้าศูนย์ = ทอดทิ้ง"
ข้อเท็จจริง: ครอบครัวจำนวนมากหมดแรงจนดูแลได้ไม่ดีอย่างที่ตั้งใจ การมีทีมช่วยทำให้ครอบครัวกลับมาเป็น "ลูก" หรือ "คู่ชีวิต" ได้อีกครั้ง แทนที่จะเป็นผู้ดูแลที่เหนื่อยล้า
เข้าใจผิด: "พูดเรื่องนี้ = แช่ง"
ข้อเท็จจริง: การไม่พูดทำให้ครอบครัวต้องตัดสินใจแทนในนาทีวิกฤตโดยไม่รู้ความประสงค์จริง การคุยกันไว้ล่วงหน้าคือของขวัญที่ลดความขัดแย้งและความรู้สึกผิดในภายหลัง
เข้าใจผิด: "ไม่กินข้าวแปลว่าต้องใส่สายทันที"
ข้อเท็จจริง: ในช่วงท้าย ความอยากอาหารที่ลดลงเป็นกระบวนการธรรมชาติของร่างกาย การให้อาหารหรือน้ำเพิ่มบางกรณีทำให้อึดอัดมากขึ้น จึงควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล
3. ใครควรได้รับการดูแลแบบประคับประคอง
ไม่ได้จำกัดเฉพาะมะเร็ง — ทุกโรคที่รักษาไม่หายขาดและมีอาการรบกวนคุณภาพชีวิต ล้วนได้ประโยชน์จากการดูแลแบบประคับประคอง สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาปรึกษาแล้ว คือเมื่ออาการรบกวนชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินบ่อยขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงชัดเจน หรือครอบครัวเริ่มรู้สึกว่าดูแลไม่ไหวแล้ว
| กลุ่มที่ดูแล | สิ่งที่ทีมให้ความสำคัญเป็นพิเศษ |
|---|---|
| มะเร็งระยะลุกลาม | จัดการอาการปวดเป็นอันดับแรก ร่วมกับการดูแลอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร และผลข้างเคียงจากการรักษา รวมถึงการดูแลจิตใจของทั้งผู้เข้ารับบริการและครอบครัว |
| โรคหัวใจและปอดระยะท้าย | จัดการอาการเหนื่อยหอบและอาการบวม ปรับท่านอนและการใช้ออกซิเจนตามแผนของแพทย์ ควบคุมสมดุลน้ำ และวางแผนรับมือเมื่ออาการกำเริบกลางดึก |
| โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย | ดูแลการกลืนเพื่อลดการสำลัก จัดท่าลดการเกร็งและอาการปวด ป้องกันแผลกดทับ และรักษาการสื่อสารเท่าที่ยังทำได้ — ดูโปรแกรมฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง |
| ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย | ดูแลความปลอดภัย ลดความสับสนและกระสับกระส่าย ดูแลการกินและการกลืน และช่วยครอบครัวเข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป — ดูการดูแลอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม |
| ภาวะติดเตียงระยะยาว | ป้องกันแผลกดทับด้วยการพลิกตะแคงตามรอบ ดูแลสายให้อาหารและสายสวน ดูแลช่องปาก และจัดท่าเพื่อลดอาการปวด — ดูการดูแลภาวะติดเตียง |
| โรคไตและโรคตับระยะท้าย | ดูแลอาการคัน คลื่นไส้ บวม และภาวะสับสน ควบคู่กับการปรับอาหารและยาตามที่แพทย์เจ้าของไข้กำหนด |
4. การจัดการอาการรบกวน — หัวใจของการดูแลแบบประคับประคอง
งานหลักในทางปฏิบัติของการดูแลแบบประคับประคองคือการทำให้อาการรบกวนอยู่ในระดับที่ทนได้ ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดเป็นเวลา และมักหนักที่สุดตอนกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่ครอบครัวรับมือเองได้ยากที่สุด การมีทีมที่เฝ้าสังเกตและปรับการดูแลได้ทันทีจึงเป็นความต่างที่ชัดที่สุดของการดูแลแบบมีระบบ
อาการปวด
ประเมินระดับความปวดเป็นรอบและปรับยาตามแผนของแพทย์ ร่วมกับวิธีที่ไม่ใช้ยา เช่น การจัดท่า การประคบ และการฝังเข็มโดยแพทย์แผนจีน เพื่อให้ใช้ยาในขนาดที่พอดี
หายใจเหนื่อยหอบ
จัดท่านั่งหรือกึ่งนั่งให้หายใจสะดวก ใช้พัดลมเบาๆ ช่วยลดความรู้สึกอึดอัด ดูแลการให้ออกซิเจนตามแผน และลดสิ่งกระตุ้นความวิตกกังวลซึ่งทำให้เหนื่อยมากขึ้น
คลื่นไส้และเบื่ออาหาร
ปรับเป็นมื้อเล็กแต่บ่อยครั้ง เลือกอาหารที่กลืนง่ายและกลิ่นไม่แรง ดูแลช่องปากให้สะอาด และไม่บังคับให้กินเมื่อร่างกายไม่ต้องการแล้ว
นอนไม่หลับและสับสน
จัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบและแสงเหมาะสม รักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ มีคนคุ้นเคยอยู่ด้วย และรายงานแพทย์เมื่อความสับสนเกิดขึ้นเฉียบพลันเพราะอาจมีสาเหตุที่แก้ไขได้
ท้องผูกและปัญหาการขับถ่าย
เป็นอาการที่ถูกมองข้ามบ่อยแต่ทำให้ทรมานมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาแก้ปวดกลุ่มที่ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้า ทีมจึงติดตามการขับถ่ายเป็นรอบเสมอ
ความวิตกกังวลและซึมเศร้า
ประเมินและดูแลโดยทีมดูแลสุขภาพจิตคิน ให้บริการทุกวัน 16.00–19.30 น. ปรึกษาได้ทั้งผู้เข้ารับบริการและครอบครัว โทร 095-884-2233
เรื่องยาแก้ปวด ที่ครอบครัวมักกังวล: ความกังวลว่า "ใช้ยาแรงแล้วจะติด" หรือ "ให้ยาแล้วจะหมดสติตลอด" เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เข้ารับบริการจำนวนมากทนปวดโดยไม่จำเป็น การใช้ยาแก้ปวดในการดูแลแบบประคับประคองมีหลักการชัดเจนคือให้ในขนาดที่พอดีกับความปวด และปรับตามการประเมินซ้ำ เป้าหมายคือให้ยังตื่นรู้ตัวและพูดคุยกับครอบครัวได้ ทุกการปรับยาอยู่ภายใต้การกำกับของแพทย์ — หากมีข้อกังวล ควรถามทีมโดยตรงแทนการลดยาเอง
5. อาการช่วงท้ายของชีวิต — สิ่งที่ครอบครัวควรรู้ล่วงหน้า
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ร่างกายจะค่อยๆ ลดการทำงานลงเป็นลำดับ ผู้เข้ารับบริการมักหลับมากขึ้น กินน้อยลง หายใจเปลี่ยนจังหวะ และปลายมือปลายเท้าเย็นลง — อาการเหล่านี้เป็นกระบวนการธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณว่ามีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น ความกังวลที่ครอบครัวบอกกับทีมบ่อยที่สุดไม่ใช่ความกลัวการสูญเสีย แต่คือ "ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วจะทำอะไรถูก" การรู้ล่วงหน้าจึงช่วยให้ครอบครัวอยู่เคียงข้างได้อย่างสงบแทนที่จะตื่นตระหนก
ลำดับและระยะเวลาของอาการต่างกันมากในแต่ละคน บางรายเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่วัน บางรายค่อยเป็นค่อยไปเป็นสัปดาห์ สิ่งที่อธิบายด้านล่างจึงเป็นภาพรวมที่พบบ่อย ไม่ใช่ตารางเวลาที่ทำนายได้แน่นอน
ร่างกายเริ่มลดการทำงาน
- นอนหลับมากขึ้น ปลุกตื่นได้ยากขึ้น
- กินและดื่มน้อยลงมาก หรือไม่กินเลย
- พูดน้อยลง สนใจสิ่งรอบตัวน้อยลง
- อาจสับสน พูดถึงคนหรือเหตุการณ์ในอดีต
- ปัสสาวะน้อยลงและสีเข้มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัด
- หายใจเปลี่ยนจังหวะ เร็วสลับช้า หรือหยุดเป็นช่วง
- มีเสียงครืดคราดจากเสมหะที่คั่งในลำคอ
- ปลายมือ ปลายเท้า และผิวหนังเย็นลง อาจมีสีคล้ำเป็นจุด
- ริมฝีปากและปลายนิ้วอาจเขียวคล้ำ
- ตาอาจค้างเปิดหรือปิดสนิท
การอยู่เคียงข้างอย่างมีความหมาย
- จับมือและพูดคุยด้วยน้ำเสียงปกติ — เชื่อกันว่าการได้ยินเป็นสิ่งที่คงอยู่นานที่สุด
- ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดริมฝีปากให้ชุ่ม แทนการบังคับให้ดื่มน้ำ
- เปิดเพลงที่ชอบ สวดมนต์ หรือทำพิธีตามความเชื่อของครอบครัว
- พูดสิ่งที่อยากพูด ทั้งคำขอบคุณ คำขอโทษ และคำอำลา
- ผลัดกันพักบ้าง เพื่อให้มีแรงอยู่จนถึงที่สุด
สองอาการที่ครอบครัวตกใจมากที่สุด และคำอธิบายที่ช่วยได้
1. เสียงครืดคราดในลำคอ — เกิดจากน้ำลายและเสมหะที่คั่งอยู่เพราะกลืนเองไม่ได้แล้ว เสียงนี้ฟังดูทรมานสำหรับคนที่ได้ยิน แต่โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกทรมาน ทีมจะช่วยด้วยการจัดท่าตะแคงและดูแลช่องปาก โดยการดูดเสมหะบ่อยเกินจำเป็นอาจรบกวนมากกว่าช่วย
2. การไม่กินไม่ดื่ม — เป็นสิ่งที่ครอบครัวรู้สึกผิดมากที่สุด เพราะรู้สึกเหมือน "ปล่อยให้อดอยาก" ความจริงคือในช่วงท้าย ร่างกายลดความต้องการอาหารและน้ำลงเองตามธรรมชาติ และการให้เพิ่มโดยไม่จำเป็นบางกรณีทำให้บวม แน่นท้อง หรือมีเสมหะมากขึ้น การตัดสินใจเรื่องนี้ควรทำร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล ไม่ใช่ยึดหลักเดียวกันทุกคน
เมื่อไรควรติดต่อทีมทันที: เมื่อมีอาการปวดที่ควบคุมไม่ได้ด้วยแผนเดิม หายใจลำบากจนกระสับกระส่ายมาก ชัก อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ หรือเมื่อครอบครัวรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะรับมืออย่างไร — ที่ศูนย์ฟื้นฟูคินมีพยาบาลวิชาชีพเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่ดูแลอยู่ที่บ้านสามารถโทรปรึกษาทีมได้ที่ 02-096-4996 และหากเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องการการช่วยเหลือทันที ให้โทร 1669
6. ดูแลที่บ้าน หรือ ที่ศูนย์ — ใช้อะไรตัดสินใจ
ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด และทั้งสองทางล้วนมาจากความรัก — ตัวแปรที่ควรใช้ตัดสินใจจริงๆ มี 3 ข้อ คือ ความซับซ้อนของอาการ ความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการ และกำลังคนที่ครอบครัวมีจริงตลอด 24 ชั่วโมง คำถามที่มักถูกมองข้ามคือ "ใครจะดูแลตอนตีสาม" เพราะช่วงกลางคืนคือช่วงที่อาการมักหนักที่สุด และเป็นจุดที่ครอบครัวหมดแรงเร็วที่สุด
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ไม่จำเป็นต้องเลือกทางเดียวตลอด หลายครอบครัวเริ่มด้วยการดูแลที่บ้านโดยมีทีมไปช่วยตามรอบ แล้วย้ายมาที่ศูนย์เมื่ออาการซับซ้อนขึ้น หรือกลับกันคือพักที่ศูนย์ในช่วงที่ต้องปรับยาให้นิ่งแล้วกลับไปอยู่บ้าน ซึ่งทำได้ในระบบเดียวกันโดยไม่ต้องเปลี่ยนทีม
| สถานการณ์ | พักที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน | KIN HomeCare ที่บ้าน |
|---|---|---|
| อาการปวดหรือเหนื่อยหอบที่ยังคุมไม่นิ่ง | เหมาะกว่า — ปรับการดูแลได้ทันทีทั้งกลางวันและกลางคืน | ทำได้แต่ครอบครัวต้องรับมือระหว่างรอบเยี่ยม |
| ผู้เข้ารับบริการประสงค์จะอยู่ที่บ้าน | ไม่ตรงกับความประสงค์ | เหมาะกว่า — ได้อยู่ในที่คุ้นเคยกับคนที่รัก |
| ครอบครัวทำงานประจำ ไม่มีคนอยู่บ้านตลอด | เหมาะกว่า — มีทีมดูแลต่อเนื่อง | ต้องมีคนอยู่บ้านหรือจ้างผู้ดูแลเพิ่ม |
| การเฝ้าระวังกลางคืน | การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง | ครอบครัวรับผิดชอบเอง |
| ต้องดูแลสาย ออกซิเจน หรือดูดเสมหะ | มีอุปกรณ์และทีมพร้อม | ทำได้ แต่ครอบครัวต้องเรียนวิธีและมีอุปกรณ์ที่บ้าน |
| ครอบครัวอยากอยู่พร้อมหน้าในช่วงสุดท้าย | เยี่ยมได้ทุกวัน และอยู่เฝ้าได้ | เหมาะกว่า — อยู่ด้วยกันได้เต็มที่ที่บ้าน |
| ค่าใช้จ่าย | ประเมินเป็นรายบุคคลตามระดับการดูแลที่จำเป็น | เริ่ม 1,800 บาทต่อครั้ง ตามรอบที่ตกลง |
ยังไม่แน่ใจว่าทางไหนเหมาะกว่า
ทีมรับฟังสถานการณ์ ประเมินอาการ และบอกตรงๆ ว่าแบบไหนเหมาะกับเคสนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัด
7. ใครดูแลบ้าง — ทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน
การดูแลแบบประคับประคองต้องใช้หลายวิชาชีพ เพราะความทุกข์ในช่วงนี้ไม่ได้มีแค่มิติร่างกาย ความปวดที่ควบคุมไม่ได้อาจมาจากความกลัวที่ไม่ได้พูดออกมา และความเบื่ออาหารอาจสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้ามากกว่าตัวโรคเอง ทีมจึงต้องประเมินร่วมกันในเคสเดียว — ดูทีมแพทย์และสหวิชาชีพทั้งหมด
| วิชาชีพ | บทบาทในการดูแลแบบประคับประคอง |
|---|---|
| แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู | วางแผนการจัดการอาการปวดและอาการรบกวน จัดท่าและอุปกรณ์เพื่อลดความทรมาน และรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวเท่าที่ยังทำได้อย่างปลอดภัย |
| แพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุ | ทบทวนรายการยาให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริง ดูแลโรคร่วม และลดภาระจากการรักษาที่ไม่ได้เพิ่มคุณภาพชีวิตแล้ว |
| แพทย์ประสาทวิทยา | ดูแลกลุ่มโรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ประเมินภาวะสับสน อาการชัก และการกลืนที่ไม่ปลอดภัย |
| ทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพควบคุมดูแล 24 ชั่วโมง | เป็นด่านหน้าที่อยู่กับผู้เข้ารับบริการมากที่สุด ประเมินความปวดเป็นรอบ ดูแลแผล สาย และช่องปาก และรายงานความเปลี่ยนแปลงกลับเข้าทีมทันที |
| นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด | จัดท่าเพื่อลดปวดและป้องกันข้อติด ป้องกันแผลกดทับ และช่วยให้ยังทำสิ่งที่มีความหมายได้ เช่น นั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับครอบครัว |
| นักโภชนาการ | ปรับอาหารให้กลืนง่ายและตรงกับสิ่งที่ยังอยากกิน โดยยึดความสุขและความปลอดภัยมากกว่าปริมาณแคลอรีตามเกณฑ์ |
| แพทย์แผนจีน | ฝังเข็มเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและคลื่นไส้ ใช้เสริมร่วมกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้ ไม่ใช้แทนการดูแลหลัก |
| ทีมดูแลสุขภาพจิต | ดูแลความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าของผู้เข้ารับบริการ และให้คำปรึกษาครอบครัวทั้งระหว่างการดูแลและหลังการสูญเสีย ทุกวัน 16.00–19.30 น. โทร 095-884-2233 |
8. ขั้นตอนเข้ารับการดูแลแบบประคับประคองที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน
ตั้งแต่ติดต่อครั้งแรกจนเริ่มการดูแล โดยทั่วไปใช้เวลา 1–2 วัน และการประเมินเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย ในกรณีที่อาการทรมานมากและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ทีมจะเร่งลำดับให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ลำดับด้านล่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ครอบครัวเตรียมตัวได้ถูกและรู้ว่าจะได้คำตอบเรื่องแผนและค่าใช้จ่ายที่จุดไหน
ติดต่อและเล่าสถานการณ์
โทรเบอร์กลาง 02-096-4996 หรือทัก LINE @Kinrehab เล่าอาการปัจจุบัน โรคประจำตัว และสิ่งที่ครอบครัวกังวลที่สุด พร้อมส่งใบสรุปการรักษาและรายการยาปัจจุบันถ้ามี
ประเมินครบ 4 มิติ
ทีมประเมินระดับความปวดและอาการรบกวน สภาพจิตใจ สถานการณ์ของครอบครัว และสิ่งที่ผู้เข้ารับบริการให้ความสำคัญ แล้วแจ้งระดับการดูแลที่จำเป็นพร้อมค่าใช้จ่ายจริงก่อนตัดสินใจ
ตกลงเป้าหมายร่วมกัน
ทีมและครอบครัวกำหนดร่วมกันว่าอะไรสำคัญที่สุด เช่น ไม่ปวด นอนหลับได้ พูดคุยกับลูกหลานรู้เรื่อง หรือได้กลับไปบ้านสักครั้ง แล้ววางแผนการดูแลจากเป้าหมายนั้น พร้อมกำหนดแผนรับมือเมื่ออาการกำเริบ
เริ่มดูแลและประเมินซ้ำ
ดูแลตามแผนภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง ประเมินความปวดและอาการรบกวนเป็นรอบ แล้วปรับการดูแลทันทีเมื่ออาการเปลี่ยน ไม่ต้องรอรอบตรวจถัดไป
สื่อสารกับครอบครัวต่อเนื่อง
แจ้งความเปลี่ยนแปลงให้ครอบครัวทราบสม่ำเสมอ อธิบายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นล่วงหน้า และให้คำปรึกษาทั้งระหว่างการดูแลและหลังจากนั้น เพื่อให้ครอบครัวไม่ต้องเผชิญเรื่องนี้ตามลำพัง
9. การวางแผนดูแลล่วงหน้า — คุยกันไว้ก่อนดีกว่าตัดสินใจตอนวิกฤต
การวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) คือการที่ผู้เข้ารับบริการบอกความประสงค์ของตัวเองไว้ล่วงหน้า ขณะที่ยังสื่อสารได้ชัดเจน ว่าต้องการและไม่ต้องการอะไรเมื่ออาการหนักขึ้น เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญมากคือ ถ้าไม่ได้คุยกันไว้ ครอบครัวจะต้องตัดสินใจแทนในนาทีที่กดดันที่สุด โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เลือกตรงกับความต้องการจริงหรือไม่ ซึ่งมักกลายเป็นทั้งความขัดแย้งระหว่างพี่น้องและความรู้สึกผิดที่ตามมาอีกนาน
ในประเทศไทย บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย (Living Will) ได้ตามกฎหมาย ทีมของศูนย์ฟื้นฟูคินสามารถช่วยเปิดบทสนทนานี้กับครอบครัวและอธิบายทางเลือกให้เข้าใจตรงกันได้ ส่วนการจัดทำเอกสารและผลทางกฎหมายควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายประกอบ
4 คำถามที่ควรคุยกันไว้
- อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้
- ถ้าต้องเลือกระหว่างอยู่นานขึ้นกับสบายขึ้น จะเลือกอะไร
- อยากใช้ช่วงสุดท้ายที่บ้านหรือในที่ที่มีทีมดูแล
- ใครคือคนที่เขาไว้ใจให้ตัดสินใจแทนหากพูดเองไม่ได้แล้ว
ควรคุยเมื่อไร
ยิ่งเร็วยิ่งดี โดยเฉพาะช่วงที่อาการยังคงที่และสื่อสารได้ชัดเจน การรอจนอาการทรุดแล้วค่อยคุยมักทำให้ได้แค่การเดาใจกันในห้องฉุกเฉิน — และควรทบทวนซ้ำเป็นระยะ เพราะความประสงค์เปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
เริ่มบทสนทนาอย่างไรให้ไม่อึดอัด
ไม่ต้องเริ่มด้วยคำถามเรื่องความตาย ลองเริ่มจาก "ถ้าวันหนึ่งพ่อพูดเองไม่ได้ อยากให้ใครเป็นคนตัดสินใจแทน" หรือ "มีอะไรที่พ่อไม่อยากให้ทำกับตัวเองบ้าง" ซึ่งเปิดทางให้คุยต่อได้ง่ายกว่า
สิ่งที่ครอบครัวมักบอกทีมภายหลัง: เรื่องที่เสียใจที่สุดมักไม่ใช่การเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่คือการที่ไม่เคยได้ถามว่าเขาต้องการอะไร บทสนทนาที่ดูยากในวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนสบายใจขึ้นมากในภายหลัง — หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ทีมช่วยเป็นคนกลางในการคุยได้
10. ดูแลใจครอบครัว — ผู้ดูแลก็ต้องการคนดูแลเหมือนกัน
ในการดูแลแบบประคับประคอง ครอบครัวไม่ใช่ผู้เยี่ยม แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแล และสภาพจิตใจของผู้ดูแลส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการดูแลที่ผู้เข้ารับบริการได้รับ ภาวะที่พบบ่อยคือความเหนื่อยล้าสะสมจนหมดพลัง (Caregiver Burnout) ซึ่งมักมาพร้อมความรู้สึกผิดที่ห้ามตัวเองไม่ได้ ทั้งรู้สึกผิดที่เหนื่อย รู้สึกผิดที่หงุดหงิด และรู้สึกผิดเวลาแอบคิดว่าอยากให้ทุกอย่างจบลง — ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของคนที่ดูแลด้วยความรัก ไม่ใช่สัญญาณว่าเป็นลูกที่ไม่ดี
สัญญาณว่าผู้ดูแลกำลังหมดแรง
- นอนไม่หลับแม้มีโอกาสได้นอน
- หงุดหงิดง่ายผิดปกติ หรือร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- ละเลยสุขภาพตัวเอง ขาดนัดหมอของตัวเอง
- ตัดขาดจากเพื่อนและกิจกรรมที่เคยทำ
- รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ และไม่กล้าบอกใคร
สิ่งที่ทีมช่วยครอบครัวได้
- อธิบายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นล่วงหน้า เพื่อลดความตกใจ
- สอนวิธีดูแลที่ถูกต้อง เช่น การพลิกตะแคงและการดูแลช่องปาก
- รับช่วงดูแลเป็นช่วงเวลา เพื่อให้ครอบครัวได้พักจริง
- ให้คำปรึกษาโดยทีมดูแลสุขภาพจิต ทั้งก่อนและหลังการสูญเสีย
- ช่วยเป็นคนกลางเมื่อพี่น้องเห็นไม่ตรงกันเรื่องการตัดสินใจ
เรื่องความรู้สึกผิดที่จะส่งเข้าศูนย์
คำถามที่ควรใช้ตัดสินใจไม่ใช่ "ทำแบบนี้แปลว่าไม่รักหรือเปล่า" แต่คือ "ตอนนี้แบบไหนทำให้เขาสบายที่สุด" ครอบครัวจำนวนมากพบว่าเมื่อมีทีมช่วยเรื่องการดูแลทางกาย พวกเขาได้กลับมาเป็นลูกหรือคู่ชีวิตที่นั่งคุยกันได้อีกครั้ง แทนที่จะเป็นผู้ดูแลที่เหนื่อยจนไม่มีแรงพูด
หากตอนนี้ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มตรงไหน โทรมาคุยก่อนได้ ไม่ต้องตัดสินใจอะไรในวันนี้
ทีมรับฟัง ประเมินสถานการณ์ และบอกทางเลือกที่มีให้ครบ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
11. หลักฐานเชิงวิชาการที่อยู่เบื้องหลังแนวทางนี้
ข้อสรุปที่งานวิจัยระดับนานาชาติตรงกันคือ การดูแลแบบประคับประคองที่เริ่มเร็วช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและอาการรบกวนน้อยลง โดยไม่ได้ทำให้ผู้เข้ารับบริการเสียชีวิตเร็วขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เพราะความกลัวข้อนี้คือเหตุผลที่ครอบครัวจำนวนมากลังเลจะเริ่ม
| แหล่งอ้างอิง | สาระสำคัญ |
|---|---|
| Temel และคณะ New England Journal of Medicine, 2010 |
การศึกษาที่มักถูกอ้างถึงมากที่สุดในเรื่องนี้ พบว่าผู้ที่เป็นมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายซึ่งได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ต้นควบคู่กับการรักษามาตรฐาน มีคุณภาพชีวิตดีกว่าและมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษามาตรฐานอย่างเดียว โดยไม่ได้มีอายุสั้นลง |
| Zimmermann และคณะ The Lancet, 2014 |
การศึกษาแบบสุ่มในผู้ที่เป็นมะเร็งระยะลุกลาม พบว่าการได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะแรก สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและความพึงพอใจต่อการดูแลที่สูงขึ้น |
| Kavalieratos และคณะ JAMA, 2016 |
การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบและ meta-analysis สรุปว่าการดูแลแบบประคับประคองสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและภาระอาการที่ลดลง ในผู้ที่มีโรคร้ายแรงหลายกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะมะเร็ง |
| องค์การอนามัยโลก (WHO) | นิยามว่าการดูแลแบบประคับประคองมุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญโรคคุกคามชีวิต โดยไม่เร่งและไม่ชะลอการเสียชีวิต และควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพตั้งแต่ระยะแรกของโรค ไม่ใช่เฉพาะช่วงสุดท้าย |
หมายเหตุเพื่อความโปร่งใส: ตารางนี้สรุปสาระสำคัญจากงานวิจัยและนิยามที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่ออธิบายหลักการที่ทีมยึดในการวางแผนดูแล ไม่ใช่ตัวเลขผลลัพธ์ของศูนย์ฟื้นฟูคินเอง และไม่ใช่การรับประกันผลในแต่ละบุคคล ผลลัพธ์ของแต่ละรายแตกต่างกันตามชนิดและระยะของโรค อายุ โรคร่วม และปัจจัยอื่นอีกมาก การตัดสินใจเรื่องแนวทางการดูแลควรทำร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้เสมอ
รูปแบบบริการและค่าใช้จ่าย
การดูแลถึงบ้านเริ่มที่ 1,800 บาทต่อครั้ง และ Day Care อยู่ที่ 1,800–3,000 บาทต่อวัน ส่วนการพักประจำที่ศูนย์ประเมินเป็นรายบุคคล เหตุผลที่ไม่ประกาศราคาเดียวสำหรับการพักประจำ เพราะความต้องการในการดูแลของแต่ละรายต่างกันมาก ตั้งแต่ผู้ที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน ไปจนถึงผู้ที่ต้องให้ออกซิเจน ดูดเสมหะเป็นรอบ หรือให้อาหารทางสายยาง ทีมจะประเมินและแจ้งราคาจริงของเคสนั้นให้ทราบก่อนตัดสินใจเสมอ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมิน
| รูปแบบ | เหมาะกับใคร และรวมอะไรบ้าง | ค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|
| พักประจำที่ศูนย์ | ผู้ที่มีอาการซับซ้อนหรือต้องการการเฝ้าระวังตลอดคืน รวมห้องพัก อาหารที่ปรับตามการกลืน การดูแลภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง และการติดตามโดยทีมสหวิชาชีพ | ประเมินรายบุคคล ตามระดับการดูแลที่จำเป็น |
| HomeCare ดูแลถึงบ้าน | ผู้ที่ประสงค์จะอยู่ที่บ้านและมีคนอยู่ด้วย ส่งพยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด หรือผู้ดูแลไปตามรอบที่ตกลง พร้อมสอนครอบครัวให้ดูแลต่อได้เอง | เริ่ม 1,800 บาท/ครั้ง |
| Day Care ไปเช้าเย็นกลับ | ครอบครัวที่ดูแลกลางคืนเองได้ แต่ต้องการให้มีทีมดูแลและติดตามอาการในเวลากลางวัน เหมาะกับช่วงที่อาการยังไม่ซับซ้อนมาก | 1,800–3,000 บาท/วัน |
| ปรึกษาและประเมินเบื้องต้น | สำหรับครอบครัวที่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน ทีมรับฟังสถานการณ์ ประเมินอาการ และอธิบายทางเลือกที่มีทั้งหมดให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ | ไม่มีค่าใช้จ่าย |
ค่าใช้จ่ายข้างต้นเป็นราคาเริ่มต้นและอาจต่างกันตามสาขาและระดับการดูแล สอบถามรายละเอียดของเคสได้ที่เบอร์กลาง 02-096-4996
บริการเสริมที่มีในเครือ ใช้ตามข้อบ่งชี้เท่านั้น
บริการด้านล่างไม่ใช่ส่วนมาตรฐานของการดูแลแบบประคับประคอง แต่มีอยู่ในเครือและใช้ได้เมื่อแพทย์ประเมินว่าเหมาะสมกับเคสนั้นจริง โดยต้องไม่เพิ่มภาระให้ผู้เข้ารับบริการเกินความจำเป็น
ใช้เสริมเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและคลื่นไส้ ควบคู่กับแผนการดูแลหลัก ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์เจ้าของไข้กำหนด
ใช้เฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และผู้เข้ารับบริการอยู่ในสภาพที่รับได้ ต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ก่อนทุกราย
การให้สารน้ำและวิตามินทางหลอดเลือด
พิจารณาเป็นรายบุคคลตามที่แพทย์ประเมิน โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้กับความไม่สบายตัวที่อาจตามมา เช่น อาการบวมหรือเสมหะมากขึ้น
กิจกรรมเพื่อคุณภาพชีวิต
เช่น การฟังเพลงที่ชอบ การทำกิจกรรมตามความเชื่อและศาสนา และการจัดโอกาสให้ได้ทำสิ่งที่ค้างคาใจ ซึ่งมักมีความหมายกับครอบครัวมากที่สุด
โปรแกรมอื่นที่มักใช้ร่วมกันหรือใช้แทนกัน
สำหรับผู้ที่ยังมีเป้าหมายฟื้นฟูให้กลับมาขยับได้ เน้นป้องกันแผลกดทับและดูแลสายต่างๆ ต่างจากหน้านี้ที่เน้นคุณภาพชีวิตในระยะท้าย
สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลประจำวันระยะยาว โดยยังไม่ได้อยู่ในระยะท้ายของโรค
สำหรับภาวะสมองเสื่อมที่ยังไม่ถึงระยะท้าย เน้นความปลอดภัย กิจวัตร และการจัดการพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
สำหรับครอบครัวที่ต้องวางแผนการดูแลต่อเนื่องหลายเดือนถึงหลายปี พร้อมประเมินซ้ำเป็นระยะ
สำหรับผู้ดูแลในครอบครัวที่ต้องการคำปรึกษา ทั้งช่วงที่ยังดูแลอยู่และหลังการสูญเสีย ให้บริการทุกวัน 16.00–19.30 น.
ดูรูปห้องพักจริงและสิ่งอำนวยความสะดวกของแต่ละสาขา ก่อนนัดเข้าเยี่ยมชมสถานที่
12. คำถามที่พบบ่อย — การดูแลแบบประคับประคอง
ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน
การดูแลแบบประคับประคองแปลว่ายอมแพ้แล้วใช่ไหม
Palliative Care ต่างจาก Hospice อย่างไร
ควรเริ่มเมื่อไร ต้องรอให้แพทย์บอกว่าเหลือเวลาเท่าไรก่อนไหม
ศูนย์ฟื้นฟูคินรับดูแลผู้ที่เป็นมะเร็งระยะลุกลามได้ไหม
ดูแลที่บ้านหรือที่ศูนย์ดีกว่ากัน
ค่าใช้จ่ายเท่าไร
ผู้ป่วยไม่ยอมกินข้าวแล้ว ต้องใส่สายให้อาหารไหม
ใช้ยาแก้ปวดแรงแล้วจะติดยาหรือหลับตลอดเวลาไหม
เสียงครืดคราดในลำคอช่วงท้าย ผู้ป่วยทรมานไหม
ส่งพ่อแม่เข้าศูนย์ในช่วงนี้ ผิดไหม
ครอบครัวควรพูดอะไรกับผู้ป่วยในช่วงสุดท้าย
ศูนย์ฟื้นฟูคินมีกี่สาขา และติดต่ออย่างไร
ปรึกษาการดูแลแบบประคับประคอง | ประเมินฟรี
โทรมาคุยก่อนได้ ไม่ต้องตัดสินใจในวันนี้ · สอบถามทุกเรื่องที่เบอร์กลาง 02-096-4996
เปิดทุกวัน 09:00–18:00 น. ทุกสาขา (ผู้ที่พักค้างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง) · HomeCare ดูแล/พยาบาลถึงบ้าน 061-881-9399 · กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 · ปรึกษาสุขภาพจิตสำหรับผู้ดูแลและครอบครัว 095-884-2233 ทุกวัน 16.00–19.30 น.
บริการและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ดูแลระยะยาวและระยะท้าย: ดูแลภาวะติดเตียง · ดูแลอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม · Nursing Home ดูแลผู้สูงอายุ · ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว · Day Care ไปเช้าเย็นกลับ · KIN HomeCare ดูแลถึงบ้าน · พยาบาลดูแลที่บ้าน · ผู้ดูแลที่บ้าน · กายภาพบำบัดที่บ้าน
ฟื้นฟูและบริการทางการแพทย์: ฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง · ฟื้นฟูหลังผ่าตัด · คลินิกกายภาพบำบัด · แพทย์แผนจีนและการฝังเข็ม · คลินิกสุขภาพจิต · HBOT · ธาราบำบัด · โปรแกรมเฉพาะบุคคล · ทีมแพทย์และสหวิชาชีพ
สาขาและห้องพัก: ลาดพร้าว 71 · แบริ่ง สุขุมวิท 107 · ราชพฤกษ์ · พัทยา · ห้องพักทุกสาขา · ห้องพักลาดพร้าว · ห้องพักแบริ่ง · ห้องพักราชพฤกษ์ · ห้องพักพัทยา
ข้อมูลศูนย์และการติดต่อ: บริการทั้งหมด · เกี่ยวกับศูนย์ฟื้นฟูคิน · รีวิวผู้เข้ารับบริการจริง · โปรโมชั่นและราคาทั้งหมด · ทดลองอยู่ 7 วัน · ติดต่อเรา
เกี่ยวกับหน้านี้
เรียบเรียงโดย: พว.อรฤทัย บุญตวง พยาบาลวิชาชีพ ผู้จัดการโรงพยาบาลกายภาพบำบัด KIN สาขาแบริ่ง (สุขุมวิท 107)
ประสบการณ์ 18 ปี — หอผู้ป่วยอายุรกรรม ระบบประสาท และหัวใจและหลอดเลือด
ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย: พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ (ว.40854) แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ร่วมกับทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน
กำกับดูแลโดย: ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร · ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 · ประสบการณ์ 9 ปี · ดูแลแล้วกว่า 6,000 ครอบครัว
อัปเดตล่าสุด: 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปแก่ครอบครัวที่กำลังตัดสินใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะราย และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้ได้ · การตัดสินใจเรื่องแนวทางการดูแลในระยะท้ายควรทำร่วมกับแพทย์ ผู้เข้ารับบริการ และครอบครัวเสมอ · ค่าใช้จ่ายที่ระบุเป็นราคาเริ่มต้นและอาจต่างกันตามสาขาและระดับการดูแล · ติดต่อเรา
ข้อมูลอ้างอิงโดยสรุปของหน้านี้ (กดเปิดอ่าน)
นิยาม: การดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีโรคซึ่งไม่หายขาด ครอบคลุม 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยมีครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลเสมอ
เริ่มเมื่อไร: เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัย ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย และทำควบคู่ไปกับแผนการดูแลโรคของแพทย์เจ้าของไข้ได้ ไม่ใช่การหยุดการดูแล
ต่างจาก Hospice อย่างไร: การดูแลแบบประคับประคองเริ่มได้ทุกระยะของโรคและทำร่วมกับการดูแลโรคได้ ส่วน Hospice โดยทั่วไปหมายถึงการดูแลเฉพาะช่วงท้ายเมื่อไม่ได้มุ่งจัดการตัวโรคแล้ว
ดูแลใครได้ / เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีมะเร็งระยะลุกลาม โรคหัวใจและโรคปอดระยะท้าย โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย โรคไตและโรคตับระยะท้าย และผู้ที่มีภาวะติดเตียงระยะยาว รวมถึงครอบครัวที่ต้องการคำแนะนำและการประคับประคองด้านจิตใจ
สิ่งที่รวมอยู่ในบริการ: การประเมินและดูแลอาการรบกวน เช่น ปวด หายใจเหนื่อยหอบ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก นอนไม่หลับ สับสนกระสับกระส่าย ความวิตกกังวลและอารมณ์เศร้า · การดูแลความสะอาดและความสุขสบายประจำวัน · การดูแลด้านโภชนาการและการกลืน · การพูดคุยวางแผนการดูแลล่วงหน้าร่วมกับครอบครัว · การให้คำปรึกษาแก่ผู้ดูแลเรื่องความเครียดและความรู้สึกผิด และการอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า
รูปแบบบริการ: พักประจำที่ศูนย์ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง · ให้ทีมไปดูแลถึงบ้าน (HomeCare) · Day Care สำหรับครอบครัวที่ดูแลช่วงกลางคืนเองได้
ทีมที่ดูแล: ทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน ประกอบด้วยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ประสาทวิทยา แพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุ พยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักโภชนาการ แพทย์แผนจีน และทีมดูแลสุขภาพจิต
ราคาอ้างอิง: พักประจำเริ่มต้น 25,000 บาทต่อเดือน · Day Care 1,800–3,000 บาทต่อวัน · พยาบาลเยี่ยมบ้าน 1,800 บาทต่อครั้ง · กายภาพบำบัดที่บ้าน 1,800 บาทต่อครั้ง · ผู้ช่วยพยาบาลรายเดือน 30,000 บาท หรือกะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวัน · เช่าเตียงไฟฟ้าเริ่มต้น 4,500 บาทต่อเดือน · ค่าใช้จ่ายจริงประเมินเป็นรายบุคคลตามระดับการดูแลที่จำเป็น เช่น การให้ออกซิเจน การดูดเสมหะ หรือการให้อาหารทางสายยาง
องค์กร: KIN Rehabilitation & Homecare (ศูนย์ฟื้นฟูคิน) โดยบริษัท ทีทรี สโตรก เนอสซิ่งโฮม จำกัด · ประธานกรรมการบริหาร ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ · ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 ประสบการณ์ 9 ปี ดูแลมาแล้วกว่า 6,000 ครอบครัว · 6 สาขา ได้แก่ ลาดพร้าว 71 (ซอยนาคนิวาส 18) · แบริ่ง สุขุมวิท 107 · ราชพฤกษ์ · พัทยา · รามคำแหง 24 (เปิด 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 จองสิทธิ์ก่อนเปิด) · ศาลายา (เปิด 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 จองสิทธิ์ก่อนเปิด) · สาขาแบริ่งเป็นโรงพยาบาลกายภาพบำบัด ใบอนุญาต ส.พ.7 เลขที่ 10205000266
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 09:00–18:00 น. ทุกสาขา ครอบครัวเยี่ยมได้ทุกวัน โดยผู้พักค้างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง
ติดต่อ: เบอร์กลาง 02-096-4996 · ลาดพร้าว 71 091-803-3071 · แบริ่ง 065-909-2599 · ราชพฤกษ์ 065-384-5494 · พัทยา 082-213-9976 · ดูแลที่บ้าน พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 · ปรึกษาสุขภาพจิต 095-884-2233 · LINE @kinrehab (https://lin.ee/tdY7y2Z)
อัปเดตข้อมูล: กันยายน พ.ศ. 2569
ข้อควรทราบ: การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่การเร่งและไม่ใช่การชะลอการเสียชีวิต แต่คือการดูแลให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุดตลอดเส้นทาง แผนการดูแลทุกรายต้องสอดคล้องกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้ ความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการ และความเห็นร่วมของครอบครัว ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย และไม่ใช่การรับประกันผล


