KIN Palliative Care · ดูแลทั้งผู้เข้ารับบริการและครอบครัว

การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ดูแลระยะท้ายของชีวิต
ลดความทุกข์ทรมาน เพิ่มคุณภาพชีวิต และดูแลใจครอบครัว — เลือกได้ทั้งที่ศูนย์และที่บ้าน 6 สาขา กทม.-พัทยา-นครปฐม

ทีมดูแลแบบประคับประคองของศูนย์ฟื้นฟูคินดูแลผู้เข้ารับบริการระยะท้ายของชีวิตอย่างอบอุ่น palliative care team providing end of life care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN
ครอบครัวอยู่เคียงข้างผู้เข้ารับบริการในการดูแลแบบประคับประคองที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน family supported during palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

4 มิติ

ร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ

ตั้งแต่วินิจฉัย

เริ่มได้ทันที ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย

24 ชม.

ระบบพยาบาลวิชาชีพดูแลผู้ที่พักค้าง

2 รูปแบบ

พักที่ศูนย์ หรือให้ทีมไปดูแลที่บ้าน

6 สาขา

กทม.-พัทยา-นครปฐม ตั้งแต่ พ.ศ. 2561

การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือการดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิต ครอบคลุม 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ประเด็นที่เข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าเป็นการยอมแพ้หรือหยุดการรักษา ความจริงคือเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด และทำควบคู่ไปกับการรักษาโรคได้ โดยเป้าหมายเปลี่ยนจาก "ยืดเวลา" มาเป็น "ทำให้เวลาที่มีอยู่มีคุณค่าที่สุด" — ที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน ดูแลโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง เลือกได้ทั้งพักที่ศูนย์และให้ทีมไปดูแลถึงบ้าน พร้อมดูแลใจครอบครัวควบคู่ไปด้วย ครบ 6 สาขา — ปรึกษาและประเมินฟรี 02-096-4996
 
ข้อมูลสำคัญ — การดูแลแบบประคับประคองที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน
นิยาม: การดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีโรคซึ่งรักษาไม่หายขาด ครอบคลุม 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ พร้อมดูแลครอบครัวไปด้วย
เริ่มเมื่อไร: เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัย ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย และทำควบคู่กับการรักษาโรคได้ ไม่ใช่การหยุดการรักษา
ต่างจาก Hospice: Palliative Care เริ่มได้ทุกระยะของโรคและทำร่วมกับการรักษาได้ ส่วน Hospice โดยทั่วไปหมายถึงการดูแลเฉพาะช่วงท้ายเมื่อไม่ได้มุ่งรักษาโรคแล้ว
ดูแลใครได้บ้าง: มะเร็งระยะลุกลาม · โรคหัวใจและปอดระยะท้าย · โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย · ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย · ผู้ที่มีภาวะติดเตียงระยะยาว · โรคไตและโรคตับระยะท้าย
อาการที่ทีมช่วยจัดการ: ปวด · หายใจเหนื่อยหอบ · คลื่นไส้อาเจียน · เบื่ออาหาร · ท้องผูก · นอนไม่หลับ · สับสนกระสับกระส่าย · ความวิตกกังวลและซึมเศร้า
รูปแบบบริการ: พักประจำที่ศูนย์ ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง · HomeCare ให้ทีมไปดูแลถึงบ้าน เริ่ม 1,800 บาทต่อครั้ง · Day Care สำหรับครอบครัวที่ดูแลกลางคืนเองได้
ทีมที่ดูแล: ทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน — แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ประสาทวิทยา อายุรกรรมผู้สูงอายุ เวชศาสตร์ชะลอวัย ร่วมกับพยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักโภชนาการ แพทย์แผนจีน และทีมดูแลสุขภาพจิต
ดูแลครอบครัวด้วย: ให้คำปรึกษาเรื่องความเครียดและความรู้สึกผิดของผู้ดูแล อธิบายอาการที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า และช่วยครอบครัววางแผนร่วมกันตั้งแต่ต้น
ค่าใช้จ่าย: HomeCare เริ่ม 1,800 บาทต่อครั้ง · Day Care 1,800–3,000 บาทต่อวัน · การพักประจำประเมินเป็นรายบุคคลตามระดับการดูแลที่จำเป็น เช่น การให้ออกซิเจน การดูดเสมหะ หรือการให้อาหารทางสายยาง
องค์กร: KIN Rehabilitation & Homecare (ศูนย์ฟื้นฟูคิน) ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 · ประสบการณ์ 9 ปี · ดูแลแล้วกว่า 6,000 ครอบครัว · 6 สาขา · สาขาแบริ่งเป็นโรงพยาบาลกายภาพบำบัดภายใต้ใบอนุญาตกระทรวงสาธารณสุข (ส.พ.7 เลขที่ 10205000266)
เวลาทำการและเยี่ยม: เปิดทุกวัน 09:00–18:00 น. ทุกสาขา · ครอบครัวเยี่ยมได้ทุกวัน · ผู้ที่พักค้างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง
ติดต่อ: เบอร์กลาง 02-096-4996 · ลาดพร้าว 71 091-803-3071 · แบริ่ง 065-909-2599 · ราชพฤกษ์ 065-384-5494 · พัทยา 082-213-9976 · HomeCare 061-881-9399 · ปรึกษาสุขภาพจิต 095-884-2233 · LINE @Kinrehab
ข้อควรทราบ: การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่การเร่งหรือชะลอการเสียชีวิต แต่คือการดูแลให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุดตลอดเส้นทาง แผนการดูแลทุกรายต้องสอดคล้องกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้และความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการและครอบครัว หน้านี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะราย
☰สารบัญ12 หัวข้อ▾
 

1. การดูแลแบบประคับประคองคืออะไร และต่างจากการรักษาอย่างไร

พยาบาลและนักบริบาลดูแลผู้ป่วยระยะท้ายเรื่องอาหารอย่างอ่อนโยน — ประกอบหัวข้อ “การดูแลแบบประคับประคองคืออะไร และต่างจากการรักษาอย่างไร” · ภาพประกอบจากภาพจริงของ KIN Rehabilitation
ภาพประกอบ · พยาบาลและนักบริบาลดูแลผู้ป่วยระยะท้ายเรื่องอาหารอย่างอ่อนโยน

การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือการดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิต สำหรับผู้ที่มีโรคซึ่งรักษาไม่หายขาด ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ความต่างจากการรักษาโรคอยู่ที่คำถามตั้งต้น — การรักษาถามว่า "จะกำจัดโรคได้อย่างไร" ส่วนการดูแลแบบประคับประคองถามว่า "จะทำให้วันที่เหลืออยู่ดีที่สุดได้อย่างไร" ทั้งสองคำถามนี้ไม่ได้ขัดกัน และในทางปฏิบัติมักทำไปพร้อมกัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามการดูแลแบบประคับประคองไว้ชัดเจนว่าไม่ใช่การเร่งและไม่ใช่การชะลอการเสียชีวิต แต่คือการดูแลที่ยอมรับความตายเป็นกระบวนการธรรมชาติ พร้อมช่วยให้ผู้เข้ารับบริการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และช่วยครอบครัวรับมือทั้งระหว่างการดูแลและหลังจากนั้น — นี่คือเหตุผลที่การดูแลแบบนี้มีครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของแผนเสมอ ไม่ใช่แค่ผู้เยี่ยม

ประเด็น การรักษาโรค การดูแลแบบประคับประคอง
คำถามตั้งต้น จะกำจัดหรือควบคุมโรคได้อย่างไร จะทำให้วันที่เหลืออยู่ดีที่สุดได้อย่างไร
ตัวชี้วัด ขนาดก้อน ค่าผลเลือด ระยะของโรค ระดับความปวด การนอนหลับ ความสามารถทำสิ่งที่อยากทำ
เริ่มเมื่อไร ตั้งแต่วินิจฉัยโรค ตั้งแต่วินิจฉัยเช่นกัน ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย
ทำพร้อมกันได้ไหม — ได้ ทำควบคู่กับเคมีบำบัดหรือการรักษาอื่นได้
ใครอยู่ในแผน ผู้เข้ารับบริการเป็นหลัก ผู้เข้ารับบริการ และครอบครัว อยู่ในแผนเดียวกัน
ต่างจาก Hospice — Hospice คือช่วงท้ายที่ไม่ได้มุ่งรักษาโรคแล้ว — Palliative Care กว้างกว่าและเริ่มได้ก่อนหน้านั้นมาก

2. ความเข้าใจผิด 6 ข้อ ที่ทำให้ครอบครัวเริ่มช้าเกินไป

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการดูแลแบบประคับประคองในไทยไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหรือระยะทาง แต่คือความเข้าใจผิดว่า "เริ่มเมื่อไหร่ก็เท่ากับยอมแพ้" ผลคือครอบครัวจำนวนมากรอจนอาการทรมานมากแล้วจึงเริ่ม ทั้งที่ถ้าเริ่มเร็วกว่านั้น ผู้เข้ารับบริการจะได้เวลาที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเดือน

เข้าใจผิด: "เท่ากับยอมแพ้ ไม่สู้แล้ว"

ข้อเท็จจริง: เป็นการเปลี่ยนเป้าหมายจาก "ยืดเวลา" มาเป็น "ทำให้เวลาที่มีมีคุณค่า" ไม่ใช่การหยุดดูแล และไม่ได้แปลว่าต้องหยุดการรักษาโรคที่ยังทำอยู่

เข้าใจผิด: "ต้องรอระยะสุดท้ายก่อน"

ข้อเท็จจริง: เริ่มได้ตั้งแต่วันที่รู้ว่าโรครักษาไม่หายขาด และงานวิจัยพบว่าการเริ่มเร็วให้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

เข้าใจผิด: "คือการให้ยาแรงจนหลับตลอด"

ข้อเท็จจริง: เป้าหมายคือให้ตื่นรู้ตัวและสื่อสารกับครอบครัวได้มากที่สุดเท่าที่ยังไม่ทรมาน การใช้ยาจึงต้องปรับให้พอดี ไม่ใช่ให้มากไว้ก่อน

เข้าใจผิด: "ส่งเข้าศูนย์ = ทอดทิ้ง"

ข้อเท็จจริง: ครอบครัวจำนวนมากหมดแรงจนดูแลได้ไม่ดีอย่างที่ตั้งใจ การมีทีมช่วยทำให้ครอบครัวกลับมาเป็น "ลูก" หรือ "คู่ชีวิต" ได้อีกครั้ง แทนที่จะเป็นผู้ดูแลที่เหนื่อยล้า

เข้าใจผิด: "พูดเรื่องนี้ = แช่ง"

ข้อเท็จจริง: การไม่พูดทำให้ครอบครัวต้องตัดสินใจแทนในนาทีวิกฤตโดยไม่รู้ความประสงค์จริง การคุยกันไว้ล่วงหน้าคือของขวัญที่ลดความขัดแย้งและความรู้สึกผิดในภายหลัง

เข้าใจผิด: "ไม่กินข้าวแปลว่าต้องใส่สายทันที"

ข้อเท็จจริง: ในช่วงท้าย ความอยากอาหารที่ลดลงเป็นกระบวนการธรรมชาติของร่างกาย การให้อาหารหรือน้ำเพิ่มบางกรณีทำให้อึดอัดมากขึ้น จึงควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล

 

3. ใครควรได้รับการดูแลแบบประคับประคอง

พยาบาลพูดคุยกับผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็น — ประกอบหัวข้อ “ใครควรได้รับการดูแลแบบประคับประคอง” · ภาพประกอบจากภาพจริงของ KIN Rehabilitation
ภาพประกอบ · พยาบาลพูดคุยกับผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็น

ไม่ได้จำกัดเฉพาะมะเร็ง — ทุกโรคที่รักษาไม่หายขาดและมีอาการรบกวนคุณภาพชีวิต ล้วนได้ประโยชน์จากการดูแลแบบประคับประคอง สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาปรึกษาแล้ว คือเมื่ออาการรบกวนชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินบ่อยขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงชัดเจน หรือครอบครัวเริ่มรู้สึกว่าดูแลไม่ไหวแล้ว

กลุ่มที่ดูแล สิ่งที่ทีมให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
มะเร็งระยะลุกลาม จัดการอาการปวดเป็นอันดับแรก ร่วมกับการดูแลอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร และผลข้างเคียงจากการรักษา รวมถึงการดูแลจิตใจของทั้งผู้เข้ารับบริการและครอบครัว
โรคหัวใจและปอดระยะท้าย จัดการอาการเหนื่อยหอบและอาการบวม ปรับท่านอนและการใช้ออกซิเจนตามแผนของแพทย์ ควบคุมสมดุลน้ำ และวางแผนรับมือเมื่ออาการกำเริบกลางดึก
โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ดูแลการกลืนเพื่อลดการสำลัก จัดท่าลดการเกร็งและอาการปวด ป้องกันแผลกดทับ และรักษาการสื่อสารเท่าที่ยังทำได้ — ดูโปรแกรมฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย ดูแลความปลอดภัย ลดความสับสนและกระสับกระส่าย ดูแลการกินและการกลืน และช่วยครอบครัวเข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป — ดูการดูแลอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม
ภาวะติดเตียงระยะยาว ป้องกันแผลกดทับด้วยการพลิกตะแคงตามรอบ ดูแลสายให้อาหารและสายสวน ดูแลช่องปาก และจัดท่าเพื่อลดอาการปวด — ดูการดูแลภาวะติดเตียง
โรคไตและโรคตับระยะท้าย ดูแลอาการคัน คลื่นไส้ บวม และภาวะสับสน ควบคู่กับการปรับอาหารและยาตามที่แพทย์เจ้าของไข้กำหนด

4. การจัดการอาการรบกวน — หัวใจของการดูแลแบบประคับประคอง

งานหลักในทางปฏิบัติของการดูแลแบบประคับประคองคือการทำให้อาการรบกวนอยู่ในระดับที่ทนได้ ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดเป็นเวลา และมักหนักที่สุดตอนกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่ครอบครัวรับมือเองได้ยากที่สุด การมีทีมที่เฝ้าสังเกตและปรับการดูแลได้ทันทีจึงเป็นความต่างที่ชัดที่สุดของการดูแลแบบมีระบบ

อาการปวด

ประเมินระดับความปวดเป็นรอบและปรับยาตามแผนของแพทย์ ร่วมกับวิธีที่ไม่ใช้ยา เช่น การจัดท่า การประคบ และการฝังเข็มโดยแพทย์แผนจีน เพื่อให้ใช้ยาในขนาดที่พอดี

หายใจเหนื่อยหอบ

จัดท่านั่งหรือกึ่งนั่งให้หายใจสะดวก ใช้พัดลมเบาๆ ช่วยลดความรู้สึกอึดอัด ดูแลการให้ออกซิเจนตามแผน และลดสิ่งกระตุ้นความวิตกกังวลซึ่งทำให้เหนื่อยมากขึ้น

คลื่นไส้และเบื่ออาหาร

ปรับเป็นมื้อเล็กแต่บ่อยครั้ง เลือกอาหารที่กลืนง่ายและกลิ่นไม่แรง ดูแลช่องปากให้สะอาด และไม่บังคับให้กินเมื่อร่างกายไม่ต้องการแล้ว

นอนไม่หลับและสับสน

จัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบและแสงเหมาะสม รักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ มีคนคุ้นเคยอยู่ด้วย และรายงานแพทย์เมื่อความสับสนเกิดขึ้นเฉียบพลันเพราะอาจมีสาเหตุที่แก้ไขได้

ท้องผูกและปัญหาการขับถ่าย

เป็นอาการที่ถูกมองข้ามบ่อยแต่ทำให้ทรมานมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาแก้ปวดกลุ่มที่ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้า ทีมจึงติดตามการขับถ่ายเป็นรอบเสมอ

ความวิตกกังวลและซึมเศร้า

ประเมินและดูแลโดยทีมดูแลสุขภาพจิตคิน ให้บริการทุกวัน 16.00–19.30 น. ปรึกษาได้ทั้งผู้เข้ารับบริการและครอบครัว โทร 095-884-2233

เรื่องยาแก้ปวด ที่ครอบครัวมักกังวล: ความกังวลว่า "ใช้ยาแรงแล้วจะติด" หรือ "ให้ยาแล้วจะหมดสติตลอด" เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เข้ารับบริการจำนวนมากทนปวดโดยไม่จำเป็น การใช้ยาแก้ปวดในการดูแลแบบประคับประคองมีหลักการชัดเจนคือให้ในขนาดที่พอดีกับความปวด และปรับตามการประเมินซ้ำ เป้าหมายคือให้ยังตื่นรู้ตัวและพูดคุยกับครอบครัวได้ ทุกการปรับยาอยู่ภายใต้การกำกับของแพทย์ — หากมีข้อกังวล ควรถามทีมโดยตรงแทนการลดยาเอง

 

5. อาการช่วงท้ายของชีวิต — สิ่งที่ครอบครัวควรรู้ล่วงหน้า

จับมือให้กำลังใจ การดูแลด้านจิตใจ — ประกอบหัวข้อ “อาการช่วงท้ายของชีวิต — สิ่งที่ครอบครัวควรรู้ล่วงหน้า” · ภาพประกอบจากภาพจริงของ KIN Rehabilitation
ภาพประกอบ · จับมือให้กำลังใจ การดูแลด้านจิตใจ

ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ร่างกายจะค่อยๆ ลดการทำงานลงเป็นลำดับ ผู้เข้ารับบริการมักหลับมากขึ้น กินน้อยลง หายใจเปลี่ยนจังหวะ และปลายมือปลายเท้าเย็นลง — อาการเหล่านี้เป็นกระบวนการธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณว่ามีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น ความกังวลที่ครอบครัวบอกกับทีมบ่อยที่สุดไม่ใช่ความกลัวการสูญเสีย แต่คือ "ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วจะทำอะไรถูก" การรู้ล่วงหน้าจึงช่วยให้ครอบครัวอยู่เคียงข้างได้อย่างสงบแทนที่จะตื่นตระหนก

ลำดับและระยะเวลาของอาการต่างกันมากในแต่ละคน บางรายเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่วัน บางรายค่อยเป็นค่อยไปเป็นสัปดาห์ สิ่งที่อธิบายด้านล่างจึงเป็นภาพรวมที่พบบ่อย ไม่ใช่ตารางเวลาที่ทำนายได้แน่นอน

ช่วงสัปดาห์ถึงวันสุดท้าย

ร่างกายเริ่มลดการทำงาน

  • นอนหลับมากขึ้น ปลุกตื่นได้ยากขึ้น
  • กินและดื่มน้อยลงมาก หรือไม่กินเลย
  • พูดน้อยลง สนใจสิ่งรอบตัวน้อยลง
  • อาจสับสน พูดถึงคนหรือเหตุการณ์ในอดีต
  • ปัสสาวะน้อยลงและสีเข้มขึ้น
ช่วงชั่วโมงสุดท้าย

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัด

  • หายใจเปลี่ยนจังหวะ เร็วสลับช้า หรือหยุดเป็นช่วง
  • มีเสียงครืดคราดจากเสมหะที่คั่งในลำคอ
  • ปลายมือ ปลายเท้า และผิวหนังเย็นลง อาจมีสีคล้ำเป็นจุด
  • ริมฝีปากและปลายนิ้วอาจเขียวคล้ำ
  • ตาอาจค้างเปิดหรือปิดสนิท
สิ่งที่ครอบครัวทำได้

การอยู่เคียงข้างอย่างมีความหมาย

  • จับมือและพูดคุยด้วยน้ำเสียงปกติ — เชื่อกันว่าการได้ยินเป็นสิ่งที่คงอยู่นานที่สุด
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดริมฝีปากให้ชุ่ม แทนการบังคับให้ดื่มน้ำ
  • เปิดเพลงที่ชอบ สวดมนต์ หรือทำพิธีตามความเชื่อของครอบครัว
  • พูดสิ่งที่อยากพูด ทั้งคำขอบคุณ คำขอโทษ และคำอำลา
  • ผลัดกันพักบ้าง เพื่อให้มีแรงอยู่จนถึงที่สุด

สองอาการที่ครอบครัวตกใจมากที่สุด และคำอธิบายที่ช่วยได้

1. เสียงครืดคราดในลำคอ — เกิดจากน้ำลายและเสมหะที่คั่งอยู่เพราะกลืนเองไม่ได้แล้ว เสียงนี้ฟังดูทรมานสำหรับคนที่ได้ยิน แต่โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกทรมาน ทีมจะช่วยด้วยการจัดท่าตะแคงและดูแลช่องปาก โดยการดูดเสมหะบ่อยเกินจำเป็นอาจรบกวนมากกว่าช่วย

2. การไม่กินไม่ดื่ม — เป็นสิ่งที่ครอบครัวรู้สึกผิดมากที่สุด เพราะรู้สึกเหมือน "ปล่อยให้อดอยาก" ความจริงคือในช่วงท้าย ร่างกายลดความต้องการอาหารและน้ำลงเองตามธรรมชาติ และการให้เพิ่มโดยไม่จำเป็นบางกรณีทำให้บวม แน่นท้อง หรือมีเสมหะมากขึ้น การตัดสินใจเรื่องนี้ควรทำร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล ไม่ใช่ยึดหลักเดียวกันทุกคน

เมื่อไรควรติดต่อทีมทันที: เมื่อมีอาการปวดที่ควบคุมไม่ได้ด้วยแผนเดิม หายใจลำบากจนกระสับกระส่ายมาก ชัก อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ หรือเมื่อครอบครัวรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะรับมืออย่างไร — ที่ศูนย์ฟื้นฟูคินมีพยาบาลวิชาชีพเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่ดูแลอยู่ที่บ้านสามารถโทรปรึกษาทีมได้ที่ 02-096-4996 และหากเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องการการช่วยเหลือทันที ให้โทร 1669

 

6. ดูแลที่บ้าน หรือ ที่ศูนย์ — ใช้อะไรตัดสินใจ

ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด และทั้งสองทางล้วนมาจากความรัก — ตัวแปรที่ควรใช้ตัดสินใจจริงๆ มี 3 ข้อ คือ ความซับซ้อนของอาการ ความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการ และกำลังคนที่ครอบครัวมีจริงตลอด 24 ชั่วโมง คำถามที่มักถูกมองข้ามคือ "ใครจะดูแลตอนตีสาม" เพราะช่วงกลางคืนคือช่วงที่อาการมักหนักที่สุด และเป็นจุดที่ครอบครัวหมดแรงเร็วที่สุด

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ไม่จำเป็นต้องเลือกทางเดียวตลอด หลายครอบครัวเริ่มด้วยการดูแลที่บ้านโดยมีทีมไปช่วยตามรอบ แล้วย้ายมาที่ศูนย์เมื่ออาการซับซ้อนขึ้น หรือกลับกันคือพักที่ศูนย์ในช่วงที่ต้องปรับยาให้นิ่งแล้วกลับไปอยู่บ้าน ซึ่งทำได้ในระบบเดียวกันโดยไม่ต้องเปลี่ยนทีม

สถานการณ์ พักที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN HomeCare ที่บ้าน
อาการปวดหรือเหนื่อยหอบที่ยังคุมไม่นิ่ง เหมาะกว่า — ปรับการดูแลได้ทันทีทั้งกลางวันและกลางคืน ทำได้แต่ครอบครัวต้องรับมือระหว่างรอบเยี่ยม
ผู้เข้ารับบริการประสงค์จะอยู่ที่บ้าน ไม่ตรงกับความประสงค์ เหมาะกว่า — ได้อยู่ในที่คุ้นเคยกับคนที่รัก
ครอบครัวทำงานประจำ ไม่มีคนอยู่บ้านตลอด เหมาะกว่า — มีทีมดูแลต่อเนื่อง ต้องมีคนอยู่บ้านหรือจ้างผู้ดูแลเพิ่ม
การเฝ้าระวังกลางคืน การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง ครอบครัวรับผิดชอบเอง
ต้องดูแลสาย ออกซิเจน หรือดูดเสมหะ มีอุปกรณ์และทีมพร้อม ทำได้ แต่ครอบครัวต้องเรียนวิธีและมีอุปกรณ์ที่บ้าน
ครอบครัวอยากอยู่พร้อมหน้าในช่วงสุดท้าย เยี่ยมได้ทุกวัน และอยู่เฝ้าได้ เหมาะกว่า — อยู่ด้วยกันได้เต็มที่ที่บ้าน
ค่าใช้จ่าย ประเมินเป็นรายบุคคลตามระดับการดูแลที่จำเป็น เริ่ม 1,800 บาทต่อครั้ง ตามรอบที่ตกลง

ยังไม่แน่ใจว่าทางไหนเหมาะกว่า

ทีมรับฟังสถานการณ์ ประเมินอาการ และบอกตรงๆ ว่าแบบไหนเหมาะกับเคสนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัด

ปรึกษาฟรี 02-096-4996

7. ใครดูแลบ้าง — ทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน

แพทย์ดูแลผู้รับบริการบนเตียงอย่างอบอุ่น — ประกอบหัวข้อ “ใครดูแลบ้าง — ทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน” · ภาพประกอบจากภาพจริงของ KIN Rehabilitation
ภาพประกอบ · แพทย์ดูแลผู้รับบริการบนเตียงอย่างอบอุ่น

การดูแลแบบประคับประคองต้องใช้หลายวิชาชีพ เพราะความทุกข์ในช่วงนี้ไม่ได้มีแค่มิติร่างกาย ความปวดที่ควบคุมไม่ได้อาจมาจากความกลัวที่ไม่ได้พูดออกมา และความเบื่ออาหารอาจสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้ามากกว่าตัวโรคเอง ทีมจึงต้องประเมินร่วมกันในเคสเดียว — ดูทีมแพทย์และสหวิชาชีพทั้งหมด

วิชาชีพ บทบาทในการดูแลแบบประคับประคอง
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู วางแผนการจัดการอาการปวดและอาการรบกวน จัดท่าและอุปกรณ์เพื่อลดความทรมาน และรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวเท่าที่ยังทำได้อย่างปลอดภัย
แพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุ ทบทวนรายการยาให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริง ดูแลโรคร่วม และลดภาระจากการรักษาที่ไม่ได้เพิ่มคุณภาพชีวิตแล้ว
แพทย์ประสาทวิทยา ดูแลกลุ่มโรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ประเมินภาวะสับสน อาการชัก และการกลืนที่ไม่ปลอดภัย
ทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพควบคุมดูแล 24 ชั่วโมง เป็นด่านหน้าที่อยู่กับผู้เข้ารับบริการมากที่สุด ประเมินความปวดเป็นรอบ ดูแลแผล สาย และช่องปาก และรายงานความเปลี่ยนแปลงกลับเข้าทีมทันที
นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด จัดท่าเพื่อลดปวดและป้องกันข้อติด ป้องกันแผลกดทับ และช่วยให้ยังทำสิ่งที่มีความหมายได้ เช่น นั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับครอบครัว
นักโภชนาการ ปรับอาหารให้กลืนง่ายและตรงกับสิ่งที่ยังอยากกิน โดยยึดความสุขและความปลอดภัยมากกว่าปริมาณแคลอรีตามเกณฑ์
แพทย์แผนจีน ฝังเข็มเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและคลื่นไส้ ใช้เสริมร่วมกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้ ไม่ใช้แทนการดูแลหลัก
ทีมดูแลสุขภาพจิต ดูแลความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าของผู้เข้ารับบริการ และให้คำปรึกษาครอบครัวทั้งระหว่างการดูแลและหลังการสูญเสีย ทุกวัน 16.00–19.30 น. โทร 095-884-2233
 

8. ขั้นตอนเข้ารับการดูแลแบบประคับประคองที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน

ตั้งแต่ติดต่อครั้งแรกจนเริ่มการดูแล โดยทั่วไปใช้เวลา 1–2 วัน และการประเมินเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย ในกรณีที่อาการทรมานมากและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ทีมจะเร่งลำดับให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ลำดับด้านล่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ครอบครัวเตรียมตัวได้ถูกและรู้ว่าจะได้คำตอบเรื่องแผนและค่าใช้จ่ายที่จุดไหน

1

ติดต่อและเล่าสถานการณ์

โทรเบอร์กลาง 02-096-4996 หรือทัก LINE @Kinrehab เล่าอาการปัจจุบัน โรคประจำตัว และสิ่งที่ครอบครัวกังวลที่สุด พร้อมส่งใบสรุปการรักษาและรายการยาปัจจุบันถ้ามี

2

ประเมินครบ 4 มิติ

ทีมประเมินระดับความปวดและอาการรบกวน สภาพจิตใจ สถานการณ์ของครอบครัว และสิ่งที่ผู้เข้ารับบริการให้ความสำคัญ แล้วแจ้งระดับการดูแลที่จำเป็นพร้อมค่าใช้จ่ายจริงก่อนตัดสินใจ

3

ตกลงเป้าหมายร่วมกัน

ทีมและครอบครัวกำหนดร่วมกันว่าอะไรสำคัญที่สุด เช่น ไม่ปวด นอนหลับได้ พูดคุยกับลูกหลานรู้เรื่อง หรือได้กลับไปบ้านสักครั้ง แล้ววางแผนการดูแลจากเป้าหมายนั้น พร้อมกำหนดแผนรับมือเมื่ออาการกำเริบ

4

เริ่มดูแลและประเมินซ้ำ

ดูแลตามแผนภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง ประเมินความปวดและอาการรบกวนเป็นรอบ แล้วปรับการดูแลทันทีเมื่ออาการเปลี่ยน ไม่ต้องรอรอบตรวจถัดไป

5

สื่อสารกับครอบครัวต่อเนื่อง

แจ้งความเปลี่ยนแปลงให้ครอบครัวทราบสม่ำเสมอ อธิบายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นล่วงหน้า และให้คำปรึกษาทั้งระหว่างการดูแลและหลังจากนั้น เพื่อให้ครอบครัวไม่ต้องเผชิญเรื่องนี้ตามลำพัง

9. การวางแผนดูแลล่วงหน้า — คุยกันไว้ก่อนดีกว่าตัดสินใจตอนวิกฤต

การวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) คือการที่ผู้เข้ารับบริการบอกความประสงค์ของตัวเองไว้ล่วงหน้า ขณะที่ยังสื่อสารได้ชัดเจน ว่าต้องการและไม่ต้องการอะไรเมื่ออาการหนักขึ้น เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญมากคือ ถ้าไม่ได้คุยกันไว้ ครอบครัวจะต้องตัดสินใจแทนในนาทีที่กดดันที่สุด โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เลือกตรงกับความต้องการจริงหรือไม่ ซึ่งมักกลายเป็นทั้งความขัดแย้งระหว่างพี่น้องและความรู้สึกผิดที่ตามมาอีกนาน

ในประเทศไทย บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย (Living Will) ได้ตามกฎหมาย ทีมของศูนย์ฟื้นฟูคินสามารถช่วยเปิดบทสนทนานี้กับครอบครัวและอธิบายทางเลือกให้เข้าใจตรงกันได้ ส่วนการจัดทำเอกสารและผลทางกฎหมายควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายประกอบ

4 คำถามที่ควรคุยกันไว้

  • อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้
  • ถ้าต้องเลือกระหว่างอยู่นานขึ้นกับสบายขึ้น จะเลือกอะไร
  • อยากใช้ช่วงสุดท้ายที่บ้านหรือในที่ที่มีทีมดูแล
  • ใครคือคนที่เขาไว้ใจให้ตัดสินใจแทนหากพูดเองไม่ได้แล้ว

ควรคุยเมื่อไร

ยิ่งเร็วยิ่งดี โดยเฉพาะช่วงที่อาการยังคงที่และสื่อสารได้ชัดเจน การรอจนอาการทรุดแล้วค่อยคุยมักทำให้ได้แค่การเดาใจกันในห้องฉุกเฉิน — และควรทบทวนซ้ำเป็นระยะ เพราะความประสงค์เปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

เริ่มบทสนทนาอย่างไรให้ไม่อึดอัด

ไม่ต้องเริ่มด้วยคำถามเรื่องความตาย ลองเริ่มจาก "ถ้าวันหนึ่งพ่อพูดเองไม่ได้ อยากให้ใครเป็นคนตัดสินใจแทน" หรือ "มีอะไรที่พ่อไม่อยากให้ทำกับตัวเองบ้าง" ซึ่งเปิดทางให้คุยต่อได้ง่ายกว่า

สิ่งที่ครอบครัวมักบอกทีมภายหลัง: เรื่องที่เสียใจที่สุดมักไม่ใช่การเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่คือการที่ไม่เคยได้ถามว่าเขาต้องการอะไร บทสนทนาที่ดูยากในวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนสบายใจขึ้นมากในภายหลัง — หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ทีมช่วยเป็นคนกลางในการคุยได้

 

10. ดูแลใจครอบครัว — ผู้ดูแลก็ต้องการคนดูแลเหมือนกัน

ในการดูแลแบบประคับประคอง ครอบครัวไม่ใช่ผู้เยี่ยม แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแล และสภาพจิตใจของผู้ดูแลส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการดูแลที่ผู้เข้ารับบริการได้รับ ภาวะที่พบบ่อยคือความเหนื่อยล้าสะสมจนหมดพลัง (Caregiver Burnout) ซึ่งมักมาพร้อมความรู้สึกผิดที่ห้ามตัวเองไม่ได้ ทั้งรู้สึกผิดที่เหนื่อย รู้สึกผิดที่หงุดหงิด และรู้สึกผิดเวลาแอบคิดว่าอยากให้ทุกอย่างจบลง — ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของคนที่ดูแลด้วยความรัก ไม่ใช่สัญญาณว่าเป็นลูกที่ไม่ดี

สัญญาณว่าผู้ดูแลกำลังหมดแรง

  • นอนไม่หลับแม้มีโอกาสได้นอน
  • หงุดหงิดง่ายผิดปกติ หรือร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • ละเลยสุขภาพตัวเอง ขาดนัดหมอของตัวเอง
  • ตัดขาดจากเพื่อนและกิจกรรมที่เคยทำ
  • รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ และไม่กล้าบอกใคร

สิ่งที่ทีมช่วยครอบครัวได้

  • อธิบายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นล่วงหน้า เพื่อลดความตกใจ
  • สอนวิธีดูแลที่ถูกต้อง เช่น การพลิกตะแคงและการดูแลช่องปาก
  • รับช่วงดูแลเป็นช่วงเวลา เพื่อให้ครอบครัวได้พักจริง
  • ให้คำปรึกษาโดยทีมดูแลสุขภาพจิต ทั้งก่อนและหลังการสูญเสีย
  • ช่วยเป็นคนกลางเมื่อพี่น้องเห็นไม่ตรงกันเรื่องการตัดสินใจ

เรื่องความรู้สึกผิดที่จะส่งเข้าศูนย์

คำถามที่ควรใช้ตัดสินใจไม่ใช่ "ทำแบบนี้แปลว่าไม่รักหรือเปล่า" แต่คือ "ตอนนี้แบบไหนทำให้เขาสบายที่สุด" ครอบครัวจำนวนมากพบว่าเมื่อมีทีมช่วยเรื่องการดูแลทางกาย พวกเขาได้กลับมาเป็นลูกหรือคู่ชีวิตที่นั่งคุยกันได้อีกครั้ง แทนที่จะเป็นผู้ดูแลที่เหนื่อยจนไม่มีแรงพูด

หากตอนนี้ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มตรงไหน โทรมาคุยก่อนได้ ไม่ต้องตัดสินใจอะไรในวันนี้
ทีมรับฟัง ประเมินสถานการณ์ และบอกทางเลือกที่มีให้ครบ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

11. หลักฐานเชิงวิชาการที่อยู่เบื้องหลังแนวทางนี้

ข้อสรุปที่งานวิจัยระดับนานาชาติตรงกันคือ การดูแลแบบประคับประคองที่เริ่มเร็วช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและอาการรบกวนน้อยลง โดยไม่ได้ทำให้ผู้เข้ารับบริการเสียชีวิตเร็วขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เพราะความกลัวข้อนี้คือเหตุผลที่ครอบครัวจำนวนมากลังเลจะเริ่ม

แหล่งอ้างอิง สาระสำคัญ
Temel และคณะ
New England Journal of Medicine, 2010
การศึกษาที่มักถูกอ้างถึงมากที่สุดในเรื่องนี้ พบว่าผู้ที่เป็นมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายซึ่งได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ต้นควบคู่กับการรักษามาตรฐาน มีคุณภาพชีวิตดีกว่าและมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษามาตรฐานอย่างเดียว โดยไม่ได้มีอายุสั้นลง
Zimmermann และคณะ
The Lancet, 2014
การศึกษาแบบสุ่มในผู้ที่เป็นมะเร็งระยะลุกลาม พบว่าการได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะแรก สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและความพึงพอใจต่อการดูแลที่สูงขึ้น
Kavalieratos และคณะ
JAMA, 2016
การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบและ meta-analysis สรุปว่าการดูแลแบบประคับประคองสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและภาระอาการที่ลดลง ในผู้ที่มีโรคร้ายแรงหลายกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะมะเร็ง
องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามว่าการดูแลแบบประคับประคองมุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญโรคคุกคามชีวิต โดยไม่เร่งและไม่ชะลอการเสียชีวิต และควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพตั้งแต่ระยะแรกของโรค ไม่ใช่เฉพาะช่วงสุดท้าย

หมายเหตุเพื่อความโปร่งใส: ตารางนี้สรุปสาระสำคัญจากงานวิจัยและนิยามที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่ออธิบายหลักการที่ทีมยึดในการวางแผนดูแล ไม่ใช่ตัวเลขผลลัพธ์ของศูนย์ฟื้นฟูคินเอง และไม่ใช่การรับประกันผลในแต่ละบุคคล ผลลัพธ์ของแต่ละรายแตกต่างกันตามชนิดและระยะของโรค อายุ โรคร่วม และปัจจัยอื่นอีกมาก การตัดสินใจเรื่องแนวทางการดูแลควรทำร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้เสมอ

 

รูปแบบบริการและค่าใช้จ่าย

การดูแลถึงบ้านเริ่มที่ 1,800 บาทต่อครั้ง และ Day Care อยู่ที่ 1,800–3,000 บาทต่อวัน ส่วนการพักประจำที่ศูนย์ประเมินเป็นรายบุคคล เหตุผลที่ไม่ประกาศราคาเดียวสำหรับการพักประจำ เพราะความต้องการในการดูแลของแต่ละรายต่างกันมาก ตั้งแต่ผู้ที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน ไปจนถึงผู้ที่ต้องให้ออกซิเจน ดูดเสมหะเป็นรอบ หรือให้อาหารทางสายยาง ทีมจะประเมินและแจ้งราคาจริงของเคสนั้นให้ทราบก่อนตัดสินใจเสมอ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมิน

รูปแบบ เหมาะกับใคร และรวมอะไรบ้าง ค่าใช้จ่าย
พักประจำที่ศูนย์ ผู้ที่มีอาการซับซ้อนหรือต้องการการเฝ้าระวังตลอดคืน รวมห้องพัก อาหารที่ปรับตามการกลืน การดูแลภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง และการติดตามโดยทีมสหวิชาชีพ ประเมินรายบุคคล ตามระดับการดูแลที่จำเป็น
HomeCare ดูแลถึงบ้าน ผู้ที่ประสงค์จะอยู่ที่บ้านและมีคนอยู่ด้วย ส่งพยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด หรือผู้ดูแลไปตามรอบที่ตกลง พร้อมสอนครอบครัวให้ดูแลต่อได้เอง เริ่ม 1,800 บาท/ครั้ง
Day Care ไปเช้าเย็นกลับ ครอบครัวที่ดูแลกลางคืนเองได้ แต่ต้องการให้มีทีมดูแลและติดตามอาการในเวลากลางวัน เหมาะกับช่วงที่อาการยังไม่ซับซ้อนมาก 1,800–3,000 บาท/วัน
ปรึกษาและประเมินเบื้องต้น สำหรับครอบครัวที่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน ทีมรับฟังสถานการณ์ ประเมินอาการ และอธิบายทางเลือกที่มีทั้งหมดให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายข้างต้นเป็นราคาเริ่มต้นและอาจต่างกันตามสาขาและระดับการดูแล สอบถามรายละเอียดของเคสได้ที่เบอร์กลาง 02-096-4996

บริการเสริมที่มีในเครือ ใช้ตามข้อบ่งชี้เท่านั้น

บริการด้านล่างไม่ใช่ส่วนมาตรฐานของการดูแลแบบประคับประคอง แต่มีอยู่ในเครือและใช้ได้เมื่อแพทย์ประเมินว่าเหมาะสมกับเคสนั้นจริง โดยต้องไม่เพิ่มภาระให้ผู้เข้ารับบริการเกินความจำเป็น

การฝังเข็มโดยแพทย์แผนจีน

ใช้เสริมเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและคลื่นไส้ ควบคู่กับแผนการดูแลหลัก ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์เจ้าของไข้กำหนด

HBOT ออกซิเจนแรงดันสูง

ใช้เฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และผู้เข้ารับบริการอยู่ในสภาพที่รับได้ ต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ก่อนทุกราย

การให้สารน้ำและวิตามินทางหลอดเลือด

พิจารณาเป็นรายบุคคลตามที่แพทย์ประเมิน โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้กับความไม่สบายตัวที่อาจตามมา เช่น อาการบวมหรือเสมหะมากขึ้น

กิจกรรมเพื่อคุณภาพชีวิต

เช่น การฟังเพลงที่ชอบ การทำกิจกรรมตามความเชื่อและศาสนา และการจัดโอกาสให้ได้ทำสิ่งที่ค้างคาใจ ซึ่งมักมีความหมายกับครอบครัวมากที่สุด

โปรแกรมอื่นที่มักใช้ร่วมกันหรือใช้แทนกัน

ดูแลภาวะติดเตียง

สำหรับผู้ที่ยังมีเป้าหมายฟื้นฟูให้กลับมาขยับได้ เน้นป้องกันแผลกดทับและดูแลสายต่างๆ ต่างจากหน้านี้ที่เน้นคุณภาพชีวิตในระยะท้าย

Nursing Home ดูแลผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลประจำวันระยะยาว โดยยังไม่ได้อยู่ในระยะท้ายของโรค

ดูแลอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม

สำหรับภาวะสมองเสื่อมที่ยังไม่ถึงระยะท้าย เน้นความปลอดภัย กิจวัตร และการจัดการพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว

สำหรับครอบครัวที่ต้องวางแผนการดูแลต่อเนื่องหลายเดือนถึงหลายปี พร้อมประเมินซ้ำเป็นระยะ

คลินิกสุขภาพจิต

สำหรับผู้ดูแลในครอบครัวที่ต้องการคำปรึกษา ทั้งช่วงที่ยังดูแลอยู่และหลังการสูญเสีย ให้บริการทุกวัน 16.00–19.30 น.

ดูห้องพักทุกสาขา

ดูรูปห้องพักจริงและสิ่งอำนวยความสะดวกของแต่ละสาขา ก่อนนัดเข้าเยี่ยมชมสถานที่

 

12. คำถามที่พบบ่อย — การดูแลแบบประคับประคอง

ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน

การดูแลแบบประคับประคองแปลว่ายอมแพ้แล้วใช่ไหม
ไม่ใช่ การดูแลแบบประคับประคองคือการเปลี่ยนเป้าหมายจาก "ยืดเวลา" มาเป็น "ทำให้เวลาที่มีอยู่มีคุณค่าที่สุด" และทำควบคู่ไปกับการรักษาโรคที่ยังทำอยู่ได้ ไม่ได้แปลว่าต้องหยุดการรักษา องค์การอนามัยโลกระบุชัดว่าการดูแลแบบนี้ไม่เร่งและไม่ชะลอการเสียชีวิต แต่มุ่งลดความทุกข์ทรมานตลอดเส้นทาง
Palliative Care ต่างจาก Hospice อย่างไร
Palliative Care กว้างกว่าและเริ่มได้ตั้งแต่วันที่รู้ว่าโรครักษาไม่หายขาด โดยทำร่วมกับการรักษาโรคได้ ส่วน Hospice โดยทั่วไปหมายถึงการดูแลเฉพาะช่วงท้ายเมื่อไม่ได้มุ่งรักษาตัวโรคแล้ว พูดง่ายๆ คือ Hospice เป็นส่วนหนึ่งของ Palliative Care แต่ Palliative Care ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงท้าย
ควรเริ่มเมื่อไร ต้องรอให้แพทย์บอกว่าเหลือเวลาเท่าไรก่อนไหม
ไม่ต้องรอ เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ทราบว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาปรึกษาแล้วคือ อาการรบกวนชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินบ่อยขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงชัดเจน หรือครอบครัวเริ่มรู้สึกว่าดูแลไม่ไหว — งานวิจัยพบว่าการเริ่มเร็วสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
ศูนย์ฟื้นฟูคินรับดูแลผู้ที่เป็นมะเร็งระยะลุกลามได้ไหม
ได้ และไม่ได้จำกัดเฉพาะมะเร็ง ทีมดูแลทั้งมะเร็งระยะลุกลาม โรคหัวใจและปอดระยะท้าย โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย ภาวะติดเตียงระยะยาว รวมถึงโรคไตและโรคตับระยะท้าย โดยแผนการดูแลทุกรายต้องสอดคล้องกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้
ดูแลที่บ้านหรือที่ศูนย์ดีกว่ากัน
ใช้ 3 เกณฑ์ตัดสิน คือ อาการซับซ้อนแค่ไหน ผู้เข้ารับบริการประสงค์อะไร และครอบครัวมีคนดูแลจริงตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่ — ถ้าอาการปวดหรือเหนื่อยหอบยังคุมไม่นิ่ง การพักที่ศูนย์มักเหมาะกว่าเพราะปรับการดูแลได้ทันทีทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนถ้าอาการค่อนข้างคงที่และผู้เข้ารับบริการอยากอยู่บ้าน HomeCare ก็ตอบโจทย์กว่า และไม่ต้องเลือกทางเดียวตลอด เปลี่ยนระหว่างทางได้
ค่าใช้จ่ายเท่าไร
HomeCare ดูแลถึงบ้าน เริ่ม 1,800 บาทต่อครั้ง · Day Care 1,800–3,000 บาทต่อวัน · ส่วนการพักประจำที่ศูนย์ประเมินเป็นรายบุคคล เพราะระดับการดูแลต่างกันมาก เช่น การให้ออกซิเจน การดูดเสมหะเป็นรอบ หรือการให้อาหารทางสายยาง ทีมจะแจ้งราคาจริงก่อนตัดสินใจ และการประเมินเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย
ผู้ป่วยไม่ยอมกินข้าวแล้ว ต้องใส่สายให้อาหารไหม
ไม่ใช่ทุกรายที่ต้องใส่ ในช่วงท้ายของชีวิต ความอยากอาหารและความต้องการน้ำที่ลดลงเป็นกระบวนการธรรมชาติของร่างกาย และการให้อาหารหรือน้ำเพิ่มโดยไม่จำเป็นบางกรณีทำให้บวม แน่นท้อง หรือมีเสมหะมากขึ้นจนอึดอัดกว่าเดิม การตัดสินใจเรื่องนี้ควรทำร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล โดยดูจากระยะของโรค เป้าหมายการดูแล และความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการ
ใช้ยาแก้ปวดแรงแล้วจะติดยาหรือหลับตลอดเวลาไหม
ความกังวลนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนทนปวดโดยไม่จำเป็น หลักการใช้ยาแก้ปวดในการดูแลแบบประคับประคองคือให้ในขนาดที่พอดีกับระดับความปวด และปรับตามการประเมินซ้ำเป็นรอบ โดยเป้าหมายคือให้ยังตื่นรู้ตัวและพูดคุยกับครอบครัวได้ ไม่ใช่ให้หลับตลอด ทุกการปรับยาอยู่ภายใต้การกำกับของแพทย์ หากมีข้อกังวลควรถามทีมโดยตรงแทนการลดยาเอง เพราะการหยุดยาเองอาจทำให้ปวดรุนแรงขึ้น
เสียงครืดคราดในลำคอช่วงท้าย ผู้ป่วยทรมานไหม
เสียงนี้เกิดจากน้ำลายและเสมหะที่คั่งอยู่เพราะกลืนเองไม่ได้แล้ว ฟังดูทรมานมากสำหรับครอบครัวที่ได้ยิน แต่โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกทรมานเท่าที่เห็น ทีมจะช่วยด้วยการจัดท่าตะแคงและดูแลช่องปาก ส่วนการดูดเสมหะบ่อยเกินจำเป็นอาจรบกวนมากกว่าช่วย จึงทำเท่าที่จำเป็นตามการประเมิน
ส่งพ่อแม่เข้าศูนย์ในช่วงนี้ ผิดไหม
ความรู้สึกผิดข้อนี้พบได้แทบทุกครอบครัว คำถามที่ควรใช้ตัดสินใจไม่ใช่ "ทำแบบนี้แปลว่าไม่รักหรือเปล่า" แต่คือ "ตอนนี้แบบไหนทำให้เขาสบายที่สุด" ครอบครัวจำนวนมากพบว่าเมื่อมีทีมช่วยเรื่องการดูแลทางกาย พวกเขาได้กลับมาเป็นลูกหรือคู่ชีวิตที่นั่งคุยกันได้อีกครั้ง แทนที่จะเป็นผู้ดูแลที่เหนื่อยจนไม่มีแรงพูด และครอบครัวยังเยี่ยมได้ทุกวัน
ครอบครัวควรพูดอะไรกับผู้ป่วยในช่วงสุดท้าย
ไม่มีคำพูดที่ถูกต้องตายตัว แต่สิ่งที่ครอบครัวมักบอกว่าดีใจที่ได้พูดคือ คำขอบคุณ คำขอโทษ การบอกรัก และการบอกว่าไม่ต้องห่วงคนที่อยู่ข้างหลัง — แม้ผู้เข้ารับบริการจะไม่ตอบสนองแล้ว ก็ยังควรพูดด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะเชื่อกันว่าการได้ยินเป็นสิ่งที่คงอยู่นานที่สุด และการมีเสียงคนคุ้นเคยอยู่ด้วยช่วยให้สงบขึ้น
ศูนย์ฟื้นฟูคินมีกี่สาขา และติดต่ออย่างไร
มี 6 สาขา — ลาดพร้าว 71 โทร 091-803-3071 · แบริ่ง สุขุมวิท 107 โทร 065-909-2599 · ราชพฤกษ์ โทร 065-384-5494 · พัทยา โทร 082-213-9976 · รามคำแหง 24 โทร 081-632-8188 · ศาลายา โทร 093-884-1888 — สอบถามทุกเรื่องได้ที่เบอร์กลาง 02-096-4996 ส่วนการดูแลถึงบ้านโทร 061-881-9399 ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด
 

KIN 6 สาขา · เปิดทุกวัน 09:00–18:00 น.

ปรึกษาการดูแลแบบประคับประคอง | ประเมินฟรี

โทรมาคุยก่อนได้ ไม่ต้องตัดสินใจในวันนี้ · สอบถามทุกเรื่องที่เบอร์กลาง 02-096-4996

สาขาหลัก

ลาดพร้าว 71

091-803-3071

ปุ่มแอด LINE นัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาลาดพร้าว 71 Add LINE KIN Ladprao 71 ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN ปุ่มโทรนัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาลาดพร้าว 71 เบอร์ 091-803-3071 Call KIN Ladprao 71 ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

แบริ่ง (สุขุมวิท 107)

065-909-2599

โรงพยาบาลกายภาพบำบัด

ปุ่มแอด LINE นัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาแบริ่ง (สุขุมวิท 107) Add LINE KIN Bearing Sukhumvit 107 ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN ปุ่มโทรนัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาแบริ่ง (สุขุมวิท 107) เบอร์ 065-909-2599 Call KIN Bearing Sukhumvit 107 ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ราชพฤกษ์

065-384-5494

ปุ่มแอด LINE นัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาราชพฤกษ์ Add LINE KIN Ratchaphruek ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN ปุ่มโทรนัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาราชพฤกษ์ เบอร์ 065-384-5494 Call KIN Ratchaphruek ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

พัทยา

082-213-9976

ปุ่มแอด LINE นัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาพัทยา Add LINE KIN Pattaya ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN ปุ่มโทรนัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาพัทยา เบอร์ 082-213-9976 Call KIN Pattaya ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

รามคำแหง 24

081-632-8188

ปุ่มแอด LINE นัดปรึกษาทีมแพทย์สาขารามคำแหง 24 Add LINE KIN Ramkhamhaeng 24 ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN ปุ่มโทรนัดปรึกษาทีมแพทย์สาขารามคำแหง 24 เบอร์ 081-632-8188 Call KIN Ramkhamhaeng 24 ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ศาลายา

093-884-1888

ปุ่มแอด LINE นัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาศาลายา Add LINE KIN Salaya ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN ปุ่มโทรนัดปรึกษาทีมแพทย์สาขาศาลายา เบอร์ 093-884-1888 Call KIN Salaya ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

เปิดทุกวัน 09:00–18:00 น. ทุกสาขา (ผู้ที่พักค้างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง) · HomeCare ดูแล/พยาบาลถึงบ้าน 061-881-9399 · กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 · ปรึกษาสุขภาพจิตสำหรับผู้ดูแลและครอบครัว 095-884-2233 ทุกวัน 16.00–19.30 น.

 

บริการและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ดูแลระยะยาวและระยะท้าย: ดูแลภาวะติดเตียง · ดูแลอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม · Nursing Home ดูแลผู้สูงอายุ · ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว · Day Care ไปเช้าเย็นกลับ · KIN HomeCare ดูแลถึงบ้าน · พยาบาลดูแลที่บ้าน · ผู้ดูแลที่บ้าน · กายภาพบำบัดที่บ้าน

ฟื้นฟูและบริการทางการแพทย์: ฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง · ฟื้นฟูหลังผ่าตัด · คลินิกกายภาพบำบัด · แพทย์แผนจีนและการฝังเข็ม · คลินิกสุขภาพจิต · HBOT · ธาราบำบัด · โปรแกรมเฉพาะบุคคล · ทีมแพทย์และสหวิชาชีพ

สาขาและห้องพัก: ลาดพร้าว 71 · แบริ่ง สุขุมวิท 107 · ราชพฤกษ์ · พัทยา · ห้องพักทุกสาขา · ห้องพักลาดพร้าว · ห้องพักแบริ่ง · ห้องพักราชพฤกษ์ · ห้องพักพัทยา

ข้อมูลศูนย์และการติดต่อ: บริการทั้งหมด · เกี่ยวกับศูนย์ฟื้นฟูคิน · รีวิวผู้เข้ารับบริการจริง · โปรโมชั่นและราคาทั้งหมด · ทดลองอยู่ 7 วัน · ติดต่อเรา

เกี่ยวกับหน้านี้

พว.อรฤทัย บุญตวง พยาบาลวิชาชีพ ผู้จัดการโรงพยาบาลกายภาพบำบัด KIN สาขาแบริ่ง registered nurse palliative care KIN ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

เรียบเรียงโดย: พว.อรฤทัย บุญตวง พยาบาลวิชาชีพ ผู้จัดการโรงพยาบาลกายภาพบำบัด KIN สาขาแบริ่ง (สุขุมวิท 107)

ประสบการณ์ 18 ปี — หอผู้ป่วยอายุรกรรม ระบบประสาท และหัวใจและหลอดเลือด

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย: พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ (ว.40854) แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ร่วมกับทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน

กำกับดูแลโดย: ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร · ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 · ประสบการณ์ 9 ปี · ดูแลแล้วกว่า 6,000 ครอบครัว

อัปเดตล่าสุด: 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปแก่ครอบครัวที่กำลังตัดสินใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะราย และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้ได้ · การตัดสินใจเรื่องแนวทางการดูแลในระยะท้ายควรทำร่วมกับแพทย์ ผู้เข้ารับบริการ และครอบครัวเสมอ · ค่าใช้จ่ายที่ระบุเป็นราคาเริ่มต้นและอาจต่างกันตามสาขาและระดับการดูแล · ติดต่อเรา

 
 
 
 
 
ข้อมูลอ้างอิงโดยสรุปของหน้านี้ (กดเปิดอ่าน)
ข้อมูลสำคัญ — การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
นิยาม: การดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีโรคซึ่งไม่หายขาด ครอบคลุม 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยมีครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลเสมอ
เริ่มเมื่อไร: เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัย ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย และทำควบคู่ไปกับแผนการดูแลโรคของแพทย์เจ้าของไข้ได้ ไม่ใช่การหยุดการดูแล
ต่างจาก Hospice อย่างไร: การดูแลแบบประคับประคองเริ่มได้ทุกระยะของโรคและทำร่วมกับการดูแลโรคได้ ส่วน Hospice โดยทั่วไปหมายถึงการดูแลเฉพาะช่วงท้ายเมื่อไม่ได้มุ่งจัดการตัวโรคแล้ว
ดูแลใครได้ / เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีมะเร็งระยะลุกลาม โรคหัวใจและโรคปอดระยะท้าย โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย โรคไตและโรคตับระยะท้าย และผู้ที่มีภาวะติดเตียงระยะยาว รวมถึงครอบครัวที่ต้องการคำแนะนำและการประคับประคองด้านจิตใจ
สิ่งที่รวมอยู่ในบริการ: การประเมินและดูแลอาการรบกวน เช่น ปวด หายใจเหนื่อยหอบ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก นอนไม่หลับ สับสนกระสับกระส่าย ความวิตกกังวลและอารมณ์เศร้า · การดูแลความสะอาดและความสุขสบายประจำวัน · การดูแลด้านโภชนาการและการกลืน · การพูดคุยวางแผนการดูแลล่วงหน้าร่วมกับครอบครัว · การให้คำปรึกษาแก่ผู้ดูแลเรื่องความเครียดและความรู้สึกผิด และการอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า
รูปแบบบริการ: พักประจำที่ศูนย์ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง · ให้ทีมไปดูแลถึงบ้าน (HomeCare) · Day Care สำหรับครอบครัวที่ดูแลช่วงกลางคืนเองได้
ทีมที่ดูแล: ทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน ประกอบด้วยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ประสาทวิทยา แพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุ พยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักโภชนาการ แพทย์แผนจีน และทีมดูแลสุขภาพจิต
ราคาอ้างอิง: พักประจำเริ่มต้น 25,000 บาทต่อเดือน · Day Care 1,800–3,000 บาทต่อวัน · พยาบาลเยี่ยมบ้าน 1,800 บาทต่อครั้ง · กายภาพบำบัดที่บ้าน 1,800 บาทต่อครั้ง · ผู้ช่วยพยาบาลรายเดือน 30,000 บาท หรือกะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวัน · เช่าเตียงไฟฟ้าเริ่มต้น 4,500 บาทต่อเดือน · ค่าใช้จ่ายจริงประเมินเป็นรายบุคคลตามระดับการดูแลที่จำเป็น เช่น การให้ออกซิเจน การดูดเสมหะ หรือการให้อาหารทางสายยาง
องค์กร: KIN Rehabilitation & Homecare (ศูนย์ฟื้นฟูคิน) โดยบริษัท ทีทรี สโตรก เนอสซิ่งโฮม จำกัด · ประธานกรรมการบริหาร ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ · ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 ประสบการณ์ 9 ปี ดูแลมาแล้วกว่า 6,000 ครอบครัว · 6 สาขา ได้แก่ ลาดพร้าว 71 (ซอยนาคนิวาส 18) · แบริ่ง สุขุมวิท 107 · ราชพฤกษ์ · พัทยา · รามคำแหง 24 (เปิด 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 จองสิทธิ์ก่อนเปิด) · ศาลายา (เปิด 15 ธันวาคม พ.ศ. 2569 จองสิทธิ์ก่อนเปิด) · สาขาแบริ่งเป็นโรงพยาบาลกายภาพบำบัด ใบอนุญาต ส.พ.7 เลขที่ 10205000266
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 09:00–18:00 น. ทุกสาขา ครอบครัวเยี่ยมได้ทุกวัน โดยผู้พักค้างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง
ติดต่อ: เบอร์กลาง 02-096-4996 · ลาดพร้าว 71 091-803-3071 · แบริ่ง 065-909-2599 · ราชพฤกษ์ 065-384-5494 · พัทยา 082-213-9976 · ดูแลที่บ้าน พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 · ปรึกษาสุขภาพจิต 095-884-2233 · LINE @kinrehab (https://lin.ee/tdY7y2Z)
อัปเดตข้อมูล: กันยายน พ.ศ. 2569
ข้อควรทราบ: การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่การเร่งและไม่ใช่การชะลอการเสียชีวิต แต่คือการดูแลให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุดตลอดเส้นทาง แผนการดูแลทุกรายต้องสอดคล้องกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้ ความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการ และความเห็นร่วมของครอบครัว ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย และไม่ใช่การรับประกันผล