KIN Palliative Care · ดูแลทั้งผู้เข้ารับบริการและครอบครัว

การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ดูแลระยะท้ายของชีวิต
ลดความทุกข์ทรมาน เพิ่มคุณภาพชีวิต และดูแลใจครอบครัว — เลือกได้ทั้งที่ศูนย์และที่บ้าน 6 สาขา กทม.-พัทยา-สามพราน

ทีมดูแลแบบประคับประคองของศูนย์ฟื้นฟูคินดูแลผู้เข้ารับบริการระยะท้ายของชีวิตอย่างอบอุ่น palliative care team providing end of life care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN
ครอบครัวอยู่เคียงข้างผู้เข้ารับบริการในการดูแลแบบประคับประคองที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน family supported during palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

4 มิติ

ร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ

ตั้งแต่วินิจฉัย

เริ่มได้ทันที ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย

24 ชม.

ระบบพยาบาลวิชาชีพดูแลผู้ที่พักค้าง

2 รูปแบบ

พักที่ศูนย์ หรือให้ทีมไปดูแลที่บ้าน

6 สาขา

กทม.-พัทยา-สามพราน ตั้งแต่ พ.ศ. 2561

การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือการดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิต ครอบคลุม 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ประเด็นที่เข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าเป็นการยอมแพ้หรือหยุดการรักษา ความจริงคือเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด และทำควบคู่ไปกับการรักษาโรคได้ โดยเป้าหมายเปลี่ยนจาก "ยืดเวลา" มาเป็น "ทำให้เวลาที่มีอยู่มีคุณค่าที่สุด" — ที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน ดูแลโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง เลือกได้ทั้งพักที่ศูนย์และให้ทีมไปดูแลถึงบ้าน พร้อมดูแลใจครอบครัวควบคู่ไปด้วย ครบ 6 สาขา — ปรึกษาและประเมินฟรี 02-096-4996
 
ข้อมูลสำคัญ — การดูแลแบบประคับประคองที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน
นิยาม: การดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีโรคซึ่งรักษาไม่หายขาด ครอบคลุม 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ พร้อมดูแลครอบครัวไปด้วย
เริ่มเมื่อไร: เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัย ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย และทำควบคู่กับการรักษาโรคได้ ไม่ใช่การหยุดการรักษา
ต่างจาก Hospice: Palliative Care เริ่มได้ทุกระยะของโรคและทำร่วมกับการรักษาได้ ส่วน Hospice โดยทั่วไปหมายถึงการดูแลเฉพาะช่วงท้ายเมื่อไม่ได้มุ่งรักษาโรคแล้ว
ดูแลใครได้บ้าง: มะเร็งระยะลุกลาม · โรคหัวใจและปอดระยะท้าย · โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย · ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย · ผู้ที่มีภาวะติดเตียงระยะยาว · โรคไตและโรคตับระยะท้าย
อาการที่ทีมช่วยจัดการ: ปวด · หายใจเหนื่อยหอบ · คลื่นไส้อาเจียน · เบื่ออาหาร · ท้องผูก · นอนไม่หลับ · สับสนกระสับกระส่าย · ความวิตกกังวลและซึมเศร้า
รูปแบบบริการ: พักประจำที่ศูนย์ ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง · HomeCare ให้ทีมไปดูแลถึงบ้าน เริ่ม 1,800 บาทต่อครั้ง · Day Care สำหรับครอบครัวที่ดูแลกลางคืนเองได้
ทีมที่ดูแล: ทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน — แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ประสาทวิทยา อายุรกรรมผู้สูงอายุ เวชศาสตร์ชะลอวัย ร่วมกับพยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักโภชนาการ แพทย์แผนจีน และทีมดูแลสุขภาพจิต
ดูแลครอบครัวด้วย: ให้คำปรึกษาเรื่องความเครียดและความรู้สึกผิดของผู้ดูแล อธิบายอาการที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า และช่วยครอบครัววางแผนร่วมกันตั้งแต่ต้น
ค่าใช้จ่าย: HomeCare เริ่ม 1,800 บาทต่อครั้ง · Day Care 1,800–3,000 บาทต่อวัน · การพักประจำประเมินเป็นรายบุคคลตามระดับการดูแลที่จำเป็น เช่น การให้ออกซิเจน การดูดเสมหะ หรือการให้อาหารทางสายยาง
องค์กร: KIN Rehabilitation & Homecare (ศูนย์ฟื้นฟูคิน) ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 · ประสบการณ์ 9 ปี · ดูแลแล้วกว่า 6,000 ครอบครัว · 6 สาขา · สาขาแบริ่งเป็นโรงพยาบาลกายภาพบำบัดภายใต้ใบอนุญาตกระทรวงสาธารณสุข (ส.พ.7 เลขที่ 10205000266)
เวลาทำการและเยี่ยม: เปิดทุกวัน 09:00–18:00 น. ทุกสาขา · ครอบครัวเยี่ยมได้ทุกวัน · ผู้ที่พักค้างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง
ติดต่อ: เบอร์กลาง 02-096-4996 · ลาดพร้าว 71 091-803-3071 · แบริ่ง 065-909-2599 · ราชพฤกษ์ 065-384-5494 · พัทยา 082-213-9976 · HomeCare 061-881-9399 · ปรึกษาสุขภาพจิต 095-884-2233 · LINE @Kinrehab
ข้อควรทราบ: การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่การเร่งหรือชะลอการเสียชีวิต แต่คือการดูแลให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุดตลอดเส้นทาง แผนการดูแลทุกรายต้องสอดคล้องกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้และความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการและครอบครัว หน้านี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะราย
 

1. การดูแลแบบประคับประคองคืออะไร และต่างจากการรักษาอย่างไร

การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือการดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิต สำหรับผู้ที่มีโรคซึ่งรักษาไม่หายขาด ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ความต่างจากการรักษาโรคอยู่ที่คำถามตั้งต้น — การรักษาถามว่า "จะกำจัดโรคได้อย่างไร" ส่วนการดูแลแบบประคับประคองถามว่า "จะทำให้วันที่เหลืออยู่ดีที่สุดได้อย่างไร" ทั้งสองคำถามนี้ไม่ได้ขัดกัน และในทางปฏิบัติมักทำไปพร้อมกัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามการดูแลแบบประคับประคองไว้ชัดเจนว่าไม่ใช่การเร่งและไม่ใช่การชะลอการเสียชีวิต แต่คือการดูแลที่ยอมรับความตายเป็นกระบวนการธรรมชาติ พร้อมช่วยให้ผู้เข้ารับบริการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และช่วยครอบครัวรับมือทั้งระหว่างการดูแลและหลังจากนั้น — นี่คือเหตุผลที่การดูแลแบบนี้มีครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของแผนเสมอ ไม่ใช่แค่ผู้เยี่ยม

ประเด็น การรักษาโรค การดูแลแบบประคับประคอง
คำถามตั้งต้น จะกำจัดหรือควบคุมโรคได้อย่างไร จะทำให้วันที่เหลืออยู่ดีที่สุดได้อย่างไร
ตัวชี้วัด ขนาดก้อน ค่าผลเลือด ระยะของโรค ระดับความปวด การนอนหลับ ความสามารถทำสิ่งที่อยากทำ
เริ่มเมื่อไร ตั้งแต่วินิจฉัยโรค ตั้งแต่วินิจฉัยเช่นกัน ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย
ทำพร้อมกันได้ไหม ได้ ทำควบคู่กับเคมีบำบัดหรือการรักษาอื่นได้
ใครอยู่ในแผน ผู้เข้ารับบริการเป็นหลัก ผู้เข้ารับบริการ และครอบครัว อยู่ในแผนเดียวกัน
ต่างจาก Hospice Hospice คือช่วงท้ายที่ไม่ได้มุ่งรักษาโรคแล้ว — Palliative Care กว้างกว่าและเริ่มได้ก่อนหน้านั้นมาก

2. ความเข้าใจผิด 6 ข้อ ที่ทำให้ครอบครัวเริ่มช้าเกินไป

อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการดูแลแบบประคับประคองในไทยไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหรือระยะทาง แต่คือความเข้าใจผิดว่า "เริ่มเมื่อไหร่ก็เท่ากับยอมแพ้" ผลคือครอบครัวจำนวนมากรอจนอาการทรมานมากแล้วจึงเริ่ม ทั้งที่ถ้าเริ่มเร็วกว่านั้น ผู้เข้ารับบริการจะได้เวลาที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเดือน

เข้าใจผิด: "เท่ากับยอมแพ้ ไม่สู้แล้ว"

ข้อเท็จจริง: เป็นการเปลี่ยนเป้าหมายจาก "ยืดเวลา" มาเป็น "ทำให้เวลาที่มีมีคุณค่า" ไม่ใช่การหยุดดูแล และไม่ได้แปลว่าต้องหยุดการรักษาโรคที่ยังทำอยู่

เข้าใจผิด: "ต้องรอระยะสุดท้ายก่อน"

ข้อเท็จจริง: เริ่มได้ตั้งแต่วันที่รู้ว่าโรครักษาไม่หายขาด และงานวิจัยพบว่าการเริ่มเร็วให้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

เข้าใจผิด: "คือการให้ยาแรงจนหลับตลอด"

ข้อเท็จจริง: เป้าหมายคือให้ตื่นรู้ตัวและสื่อสารกับครอบครัวได้มากที่สุดเท่าที่ยังไม่ทรมาน การใช้ยาจึงต้องปรับให้พอดี ไม่ใช่ให้มากไว้ก่อน

เข้าใจผิด: "ส่งเข้าศูนย์ = ทอดทิ้ง"

ข้อเท็จจริง: ครอบครัวจำนวนมากหมดแรงจนดูแลได้ไม่ดีอย่างที่ตั้งใจ การมีทีมช่วยทำให้ครอบครัวกลับมาเป็น "ลูก" หรือ "คู่ชีวิต" ได้อีกครั้ง แทนที่จะเป็นผู้ดูแลที่เหนื่อยล้า

เข้าใจผิด: "พูดเรื่องนี้ = แช่ง"

ข้อเท็จจริง: การไม่พูดทำให้ครอบครัวต้องตัดสินใจแทนในนาทีวิกฤตโดยไม่รู้ความประสงค์จริง การคุยกันไว้ล่วงหน้าคือของขวัญที่ลดความขัดแย้งและความรู้สึกผิดในภายหลัง

เข้าใจผิด: "ไม่กินข้าวแปลว่าต้องใส่สายทันที"

ข้อเท็จจริง: ในช่วงท้าย ความอยากอาหารที่ลดลงเป็นกระบวนการธรรมชาติของร่างกาย การให้อาหารหรือน้ำเพิ่มบางกรณีทำให้อึดอัดมากขึ้น จึงควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล

 

3. ใครควรได้รับการดูแลแบบประคับประคอง

ไม่ได้จำกัดเฉพาะมะเร็ง — ทุกโรคที่รักษาไม่หายขาดและมีอาการรบกวนคุณภาพชีวิต ล้วนได้ประโยชน์จากการดูแลแบบประคับประคอง สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาปรึกษาแล้ว คือเมื่ออาการรบกวนชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินบ่อยขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงชัดเจน หรือครอบครัวเริ่มรู้สึกว่าดูแลไม่ไหวแล้ว

กลุ่มที่ดูแล สิ่งที่ทีมให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
มะเร็งระยะลุกลาม จัดการอาการปวดเป็นอันดับแรก ร่วมกับการดูแลอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร และผลข้างเคียงจากการรักษา รวมถึงการดูแลจิตใจของทั้งผู้เข้ารับบริการและครอบครัว
โรคหัวใจและปอดระยะท้าย จัดการอาการเหนื่อยหอบและอาการบวม ปรับท่านอนและการใช้ออกซิเจนตามแผนของแพทย์ ควบคุมสมดุลน้ำ และวางแผนรับมือเมื่ออาการกำเริบกลางดึก
โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ดูแลการกลืนเพื่อลดการสำลัก จัดท่าลดการเกร็งและอาการปวด ป้องกันแผลกดทับ และรักษาการสื่อสารเท่าที่ยังทำได้ — ดูโปรแกรมฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย ดูแลความปลอดภัย ลดความสับสนและกระสับกระส่าย ดูแลการกินและการกลืน และช่วยครอบครัวเข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป — ดูการดูแลอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม
ภาวะติดเตียงระยะยาว ป้องกันแผลกดทับด้วยการพลิกตะแคงตามรอบ ดูแลสายให้อาหารและสายสวน ดูแลช่องปาก และจัดท่าเพื่อลดอาการปวด — ดูการดูแลภาวะติดเตียง
โรคไตและโรคตับระยะท้าย ดูแลอาการคัน คลื่นไส้ บวม และภาวะสับสน ควบคู่กับการปรับอาหารและยาตามที่แพทย์เจ้าของไข้กำหนด

4. การจัดการอาการรบกวน — หัวใจของการดูแลแบบประคับประคอง

งานหลักในทางปฏิบัติของการดูแลแบบประคับประคองคือการทำให้อาการรบกวนอยู่ในระดับที่ทนได้ ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดเป็นเวลา และมักหนักที่สุดตอนกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่ครอบครัวรับมือเองได้ยากที่สุด การมีทีมที่เฝ้าสังเกตและปรับการดูแลได้ทันทีจึงเป็นความต่างที่ชัดที่สุดของการดูแลแบบมีระบบ

อาการปวด

ประเมินระดับความปวดเป็นรอบและปรับยาตามแผนของแพทย์ ร่วมกับวิธีที่ไม่ใช้ยา เช่น การจัดท่า การประคบ และการฝังเข็มโดยแพทย์แผนจีน เพื่อให้ใช้ยาในขนาดที่พอดี

หายใจเหนื่อยหอบ

จัดท่านั่งหรือกึ่งนั่งให้หายใจสะดวก ใช้พัดลมเบาๆ ช่วยลดความรู้สึกอึดอัด ดูแลการให้ออกซิเจนตามแผน และลดสิ่งกระตุ้นความวิตกกังวลซึ่งทำให้เหนื่อยมากขึ้น

คลื่นไส้และเบื่ออาหาร

ปรับเป็นมื้อเล็กแต่บ่อยครั้ง เลือกอาหารที่กลืนง่ายและกลิ่นไม่แรง ดูแลช่องปากให้สะอาด และไม่บังคับให้กินเมื่อร่างกายไม่ต้องการแล้ว

นอนไม่หลับและสับสน

จัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบและแสงเหมาะสม รักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ มีคนคุ้นเคยอยู่ด้วย และรายงานแพทย์เมื่อความสับสนเกิดขึ้นเฉียบพลันเพราะอาจมีสาเหตุที่แก้ไขได้

ท้องผูกและปัญหาการขับถ่าย

เป็นอาการที่ถูกมองข้ามบ่อยแต่ทำให้ทรมานมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาแก้ปวดกลุ่มที่ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้า ทีมจึงติดตามการขับถ่ายเป็นรอบเสมอ

ความวิตกกังวลและซึมเศร้า

ประเมินและดูแลโดยทีมดูแลสุขภาพจิตคิน ให้บริการทุกวัน 16.00–19.30 น. ปรึกษาได้ทั้งผู้เข้ารับบริการและครอบครัว โทร 095-884-2233

เรื่องยาแก้ปวด ที่ครอบครัวมักกังวล: ความกังวลว่า "ใช้ยาแรงแล้วจะติด" หรือ "ให้ยาแล้วจะหมดสติตลอด" เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เข้ารับบริการจำนวนมากทนปวดโดยไม่จำเป็น การใช้ยาแก้ปวดในการดูแลแบบประคับประคองมีหลักการชัดเจนคือให้ในขนาดที่พอดีกับความปวด และปรับตามการประเมินซ้ำ เป้าหมายคือให้ยังตื่นรู้ตัวและพูดคุยกับครอบครัวได้ ทุกการปรับยาอยู่ภายใต้การกำกับของแพทย์ — หากมีข้อกังวล ควรถามทีมโดยตรงแทนการลดยาเอง

 

5. อาการช่วงท้ายของชีวิต — สิ่งที่ครอบครัวควรรู้ล่วงหน้า

ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ร่างกายจะค่อยๆ ลดการทำงานลงเป็นลำดับ ผู้เข้ารับบริการมักหลับมากขึ้น กินน้อยลง หายใจเปลี่ยนจังหวะ และปลายมือปลายเท้าเย็นลง — อาการเหล่านี้เป็นกระบวนการธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณว่ามีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น ความกังวลที่ครอบครัวบอกกับทีมบ่อยที่สุดไม่ใช่ความกลัวการสูญเสีย แต่คือ "ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วจะทำอะไรถูก" การรู้ล่วงหน้าจึงช่วยให้ครอบครัวอยู่เคียงข้างได้อย่างสงบแทนที่จะตื่นตระหนก

ลำดับและระยะเวลาของอาการต่างกันมากในแต่ละคน บางรายเปลี่ยนแปลงภายในไม่กี่วัน บางรายค่อยเป็นค่อยไปเป็นสัปดาห์ สิ่งที่อธิบายด้านล่างจึงเป็นภาพรวมที่พบบ่อย ไม่ใช่ตารางเวลาที่ทำนายได้แน่นอน

ช่วงสัปดาห์ถึงวันสุดท้าย

ร่างกายเริ่มลดการทำงาน

  • นอนหลับมากขึ้น ปลุกตื่นได้ยากขึ้น
  • กินและดื่มน้อยลงมาก หรือไม่กินเลย
  • พูดน้อยลง สนใจสิ่งรอบตัวน้อยลง
  • อาจสับสน พูดถึงคนหรือเหตุการณ์ในอดีต
  • ปัสสาวะน้อยลงและสีเข้มขึ้น
ช่วงชั่วโมงสุดท้าย

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัด

  • หายใจเปลี่ยนจังหวะ เร็วสลับช้า หรือหยุดเป็นช่วง
  • มีเสียงครืดคราดจากเสมหะที่คั่งในลำคอ
  • ปลายมือ ปลายเท้า และผิวหนังเย็นลง อาจมีสีคล้ำเป็นจุด
  • ริมฝีปากและปลายนิ้วอาจเขียวคล้ำ
  • ตาอาจค้างเปิดหรือปิดสนิท
สิ่งที่ครอบครัวทำได้

การอยู่เคียงข้างอย่างมีความหมาย

  • จับมือและพูดคุยด้วยน้ำเสียงปกติ — เชื่อกันว่าการได้ยินเป็นสิ่งที่คงอยู่นานที่สุด
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดริมฝีปากให้ชุ่ม แทนการบังคับให้ดื่มน้ำ
  • เปิดเพลงที่ชอบ สวดมนต์ หรือทำพิธีตามความเชื่อของครอบครัว
  • พูดสิ่งที่อยากพูด ทั้งคำขอบคุณ คำขอโทษ และคำอำลา
  • ผลัดกันพักบ้าง เพื่อให้มีแรงอยู่จนถึงที่สุด

สองอาการที่ครอบครัวตกใจมากที่สุด และคำอธิบายที่ช่วยได้

1. เสียงครืดคราดในลำคอ — เกิดจากน้ำลายและเสมหะที่คั่งอยู่เพราะกลืนเองไม่ได้แล้ว เสียงนี้ฟังดูทรมานสำหรับคนที่ได้ยิน แต่โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกทรมาน ทีมจะช่วยด้วยการจัดท่าตะแคงและดูแลช่องปาก โดยการดูดเสมหะบ่อยเกินจำเป็นอาจรบกวนมากกว่าช่วย

2. การไม่กินไม่ดื่ม — เป็นสิ่งที่ครอบครัวรู้สึกผิดมากที่สุด เพราะรู้สึกเหมือน "ปล่อยให้อดอยาก" ความจริงคือในช่วงท้าย ร่างกายลดความต้องการอาหารและน้ำลงเองตามธรรมชาติ และการให้เพิ่มโดยไม่จำเป็นบางกรณีทำให้บวม แน่นท้อง หรือมีเสมหะมากขึ้น การตัดสินใจเรื่องนี้ควรทำร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล ไม่ใช่ยึดหลักเดียวกันทุกคน

เมื่อไรควรติดต่อทีมทันที: เมื่อมีอาการปวดที่ควบคุมไม่ได้ด้วยแผนเดิม หายใจลำบากจนกระสับกระส่ายมาก ชัก อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ หรือเมื่อครอบครัวรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะรับมืออย่างไร — ที่ศูนย์ฟื้นฟูคินมีพยาบาลวิชาชีพเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่ดูแลอยู่ที่บ้านสามารถโทรปรึกษาทีมได้ที่ 02-096-4996 และหากเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องการการช่วยเหลือทันที ให้โทร 1669

 

6. ดูแลที่บ้าน หรือ ที่ศูนย์ — ใช้อะไรตัดสินใจ

ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด และทั้งสองทางล้วนมาจากความรัก — ตัวแปรที่ควรใช้ตัดสินใจจริงๆ มี 3 ข้อ คือ ความซับซ้อนของอาการ ความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการ และกำลังคนที่ครอบครัวมีจริงตลอด 24 ชั่วโมง คำถามที่มักถูกมองข้ามคือ "ใครจะดูแลตอนตีสาม" เพราะช่วงกลางคืนคือช่วงที่อาการมักหนักที่สุด และเป็นจุดที่ครอบครัวหมดแรงเร็วที่สุด

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ ไม่จำเป็นต้องเลือกทางเดียวตลอด หลายครอบครัวเริ่มด้วยการดูแลที่บ้านโดยมีทีมไปช่วยตามรอบ แล้วย้ายมาที่ศูนย์เมื่ออาการซับซ้อนขึ้น หรือกลับกันคือพักที่ศูนย์ในช่วงที่ต้องปรับยาให้นิ่งแล้วกลับไปอยู่บ้าน ซึ่งทำได้ในระบบเดียวกันโดยไม่ต้องเปลี่ยนทีม

สถานการณ์ พักที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN HomeCare ที่บ้าน
อาการปวดหรือเหนื่อยหอบที่ยังคุมไม่นิ่ง เหมาะกว่า — ปรับการดูแลได้ทันทีทั้งกลางวันและกลางคืน ทำได้แต่ครอบครัวต้องรับมือระหว่างรอบเยี่ยม
ผู้เข้ารับบริการประสงค์จะอยู่ที่บ้าน ไม่ตรงกับความประสงค์ เหมาะกว่า — ได้อยู่ในที่คุ้นเคยกับคนที่รัก
ครอบครัวทำงานประจำ ไม่มีคนอยู่บ้านตลอด เหมาะกว่า — มีทีมดูแลต่อเนื่อง ต้องมีคนอยู่บ้านหรือจ้างผู้ดูแลเพิ่ม
การเฝ้าระวังกลางคืน การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง ครอบครัวรับผิดชอบเอง
ต้องดูแลสาย ออกซิเจน หรือดูดเสมหะ มีอุปกรณ์และทีมพร้อม ทำได้ แต่ครอบครัวต้องเรียนวิธีและมีอุปกรณ์ที่บ้าน
ครอบครัวอยากอยู่พร้อมหน้าในช่วงสุดท้าย เยี่ยมได้ทุกวัน และอยู่เฝ้าได้ เหมาะกว่า — อยู่ด้วยกันได้เต็มที่ที่บ้าน
ค่าใช้จ่าย ประเมินเป็นรายบุคคลตามระดับการดูแลที่จำเป็น เริ่ม 1,800 บาทต่อครั้ง ตามรอบที่ตกลง

ยังไม่แน่ใจว่าทางไหนเหมาะกว่า

ทีมรับฟังสถานการณ์ ประเมินอาการ และบอกตรงๆ ว่าแบบไหนเหมาะกับเคสนี้ ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัด

ปรึกษาฟรี 02-096-4996

7. ใครดูแลบ้าง — ทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน

การดูแลแบบประคับประคองต้องใช้หลายวิชาชีพ เพราะความทุกข์ในช่วงนี้ไม่ได้มีแค่มิติร่างกาย ความปวดที่ควบคุมไม่ได้อาจมาจากความกลัวที่ไม่ได้พูดออกมา และความเบื่ออาหารอาจสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้ามากกว่าตัวโรคเอง ทีมจึงต้องประเมินร่วมกันในเคสเดียว — ดูทีมแพทย์และสหวิชาชีพทั้งหมด

วิชาชีพ บทบาทในการดูแลแบบประคับประคอง
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู วางแผนการจัดการอาการปวดและอาการรบกวน จัดท่าและอุปกรณ์เพื่อลดความทรมาน และรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวเท่าที่ยังทำได้อย่างปลอดภัย
แพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุ ทบทวนรายการยาให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริง ดูแลโรคร่วม และลดภาระจากการรักษาที่ไม่ได้เพิ่มคุณภาพชีวิตแล้ว
แพทย์ประสาทวิทยา ดูแลกลุ่มโรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ประเมินภาวะสับสน อาการชัก และการกลืนที่ไม่ปลอดภัย
ทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพควบคุมดูแล 24 ชั่วโมง เป็นด่านหน้าที่อยู่กับผู้เข้ารับบริการมากที่สุด ประเมินความปวดเป็นรอบ ดูแลแผล สาย และช่องปาก และรายงานความเปลี่ยนแปลงกลับเข้าทีมทันที
นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด จัดท่าเพื่อลดปวดและป้องกันข้อติด ป้องกันแผลกดทับ และช่วยให้ยังทำสิ่งที่มีความหมายได้ เช่น นั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับครอบครัว
นักโภชนาการ ปรับอาหารให้กลืนง่ายและตรงกับสิ่งที่ยังอยากกิน โดยยึดความสุขและความปลอดภัยมากกว่าปริมาณแคลอรีตามเกณฑ์
แพทย์แผนจีน ฝังเข็มเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและคลื่นไส้ ใช้เสริมร่วมกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้ ไม่ใช้แทนการดูแลหลัก
ทีมดูแลสุขภาพจิต ดูแลความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าของผู้เข้ารับบริการ และให้คำปรึกษาครอบครัวทั้งระหว่างการดูแลและหลังการสูญเสีย ทุกวัน 16.00–19.30 น. โทร 095-884-2233
 

8. ขั้นตอนเข้ารับการดูแลแบบประคับประคองที่ศูนย์ฟื้นฟูคิน

ตั้งแต่ติดต่อครั้งแรกจนเริ่มการดูแล โดยทั่วไปใช้เวลา 1–2 วัน และการประเมินเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย ในกรณีที่อาการทรมานมากและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ทีมจะเร่งลำดับให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ลำดับด้านล่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ครอบครัวเตรียมตัวได้ถูกและรู้ว่าจะได้คำตอบเรื่องแผนและค่าใช้จ่ายที่จุดไหน

1

ติดต่อและเล่าสถานการณ์

โทรเบอร์กลาง 02-096-4996 หรือทัก LINE @Kinrehab เล่าอาการปัจจุบัน โรคประจำตัว และสิ่งที่ครอบครัวกังวลที่สุด พร้อมส่งใบสรุปการรักษาและรายการยาปัจจุบันถ้ามี

2

ประเมินครบ 4 มิติ

ทีมประเมินระดับความปวดและอาการรบกวน สภาพจิตใจ สถานการณ์ของครอบครัว และสิ่งที่ผู้เข้ารับบริการให้ความสำคัญ แล้วแจ้งระดับการดูแลที่จำเป็นพร้อมค่าใช้จ่ายจริงก่อนตัดสินใจ

3

ตกลงเป้าหมายร่วมกัน

ทีมและครอบครัวกำหนดร่วมกันว่าอะไรสำคัญที่สุด เช่น ไม่ปวด นอนหลับได้ พูดคุยกับลูกหลานรู้เรื่อง หรือได้กลับไปบ้านสักครั้ง แล้ววางแผนการดูแลจากเป้าหมายนั้น พร้อมกำหนดแผนรับมือเมื่ออาการกำเริบ

4

เริ่มดูแลและประเมินซ้ำ

ดูแลตามแผนภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง ประเมินความปวดและอาการรบกวนเป็นรอบ แล้วปรับการดูแลทันทีเมื่ออาการเปลี่ยน ไม่ต้องรอรอบตรวจถัดไป

5

สื่อสารกับครอบครัวต่อเนื่อง

แจ้งความเปลี่ยนแปลงให้ครอบครัวทราบสม่ำเสมอ อธิบายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นล่วงหน้า และให้คำปรึกษาทั้งระหว่างการดูแลและหลังจากนั้น เพื่อให้ครอบครัวไม่ต้องเผชิญเรื่องนี้ตามลำพัง

9. การวางแผนดูแลล่วงหน้า — คุยกันไว้ก่อนดีกว่าตัดสินใจตอนวิกฤต

การวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) คือการที่ผู้เข้ารับบริการบอกความประสงค์ของตัวเองไว้ล่วงหน้า ขณะที่ยังสื่อสารได้ชัดเจน ว่าต้องการและไม่ต้องการอะไรเมื่ออาการหนักขึ้น เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญมากคือ ถ้าไม่ได้คุยกันไว้ ครอบครัวจะต้องตัดสินใจแทนในนาทีที่กดดันที่สุด โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เลือกตรงกับความต้องการจริงหรือไม่ ซึ่งมักกลายเป็นทั้งความขัดแย้งระหว่างพี่น้องและความรู้สึกผิดที่ตามมาอีกนาน

ในประเทศไทย บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย (Living Will) ได้ตามกฎหมาย ทีมของศูนย์ฟื้นฟูคินสามารถช่วยเปิดบทสนทนานี้กับครอบครัวและอธิบายทางเลือกให้เข้าใจตรงกันได้ ส่วนการจัดทำเอกสารและผลทางกฎหมายควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายประกอบ

4 คำถามที่ควรคุยกันไว้

  • อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้
  • ถ้าต้องเลือกระหว่างอยู่นานขึ้นกับสบายขึ้น จะเลือกอะไร
  • อยากใช้ช่วงสุดท้ายที่บ้านหรือในที่ที่มีทีมดูแล
  • ใครคือคนที่เขาไว้ใจให้ตัดสินใจแทนหากพูดเองไม่ได้แล้ว

ควรคุยเมื่อไร

ยิ่งเร็วยิ่งดี โดยเฉพาะช่วงที่อาการยังคงที่และสื่อสารได้ชัดเจน การรอจนอาการทรุดแล้วค่อยคุยมักทำให้ได้แค่การเดาใจกันในห้องฉุกเฉิน — และควรทบทวนซ้ำเป็นระยะ เพราะความประสงค์เปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

เริ่มบทสนทนาอย่างไรให้ไม่อึดอัด

ไม่ต้องเริ่มด้วยคำถามเรื่องความตาย ลองเริ่มจาก "ถ้าวันหนึ่งพ่อพูดเองไม่ได้ อยากให้ใครเป็นคนตัดสินใจแทน" หรือ "มีอะไรที่พ่อไม่อยากให้ทำกับตัวเองบ้าง" ซึ่งเปิดทางให้คุยต่อได้ง่ายกว่า

สิ่งที่ครอบครัวมักบอกทีมภายหลัง: เรื่องที่เสียใจที่สุดมักไม่ใช่การเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่คือการที่ไม่เคยได้ถามว่าเขาต้องการอะไร บทสนทนาที่ดูยากในวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนสบายใจขึ้นมากในภายหลัง — หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ทีมช่วยเป็นคนกลางในการคุยได้

 

10. ดูแลใจครอบครัว — ผู้ดูแลก็ต้องการคนดูแลเหมือนกัน

ในการดูแลแบบประคับประคอง ครอบครัวไม่ใช่ผู้เยี่ยม แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแล และสภาพจิตใจของผู้ดูแลส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการดูแลที่ผู้เข้ารับบริการได้รับ ภาวะที่พบบ่อยคือความเหนื่อยล้าสะสมจนหมดพลัง (Caregiver Burnout) ซึ่งมักมาพร้อมความรู้สึกผิดที่ห้ามตัวเองไม่ได้ ทั้งรู้สึกผิดที่เหนื่อย รู้สึกผิดที่หงุดหงิด และรู้สึกผิดเวลาแอบคิดว่าอยากให้ทุกอย่างจบลง — ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของคนที่ดูแลด้วยความรัก ไม่ใช่สัญญาณว่าเป็นลูกที่ไม่ดี

สัญญาณว่าผู้ดูแลกำลังหมดแรง

  • นอนไม่หลับแม้มีโอกาสได้นอน
  • หงุดหงิดง่ายผิดปกติ หรือร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • ละเลยสุขภาพตัวเอง ขาดนัดหมอของตัวเอง
  • ตัดขาดจากเพื่อนและกิจกรรมที่เคยทำ
  • รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ และไม่กล้าบอกใคร

สิ่งที่ทีมช่วยครอบครัวได้

  • อธิบายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นล่วงหน้า เพื่อลดความตกใจ
  • สอนวิธีดูแลที่ถูกต้อง เช่น การพลิกตะแคงและการดูแลช่องปาก
  • รับช่วงดูแลเป็นช่วงเวลา เพื่อให้ครอบครัวได้พักจริง
  • ให้คำปรึกษาโดยทีมดูแลสุขภาพจิต ทั้งก่อนและหลังการสูญเสีย
  • ช่วยเป็นคนกลางเมื่อพี่น้องเห็นไม่ตรงกันเรื่องการตัดสินใจ

เรื่องความรู้สึกผิดที่จะส่งเข้าศูนย์

คำถามที่ควรใช้ตัดสินใจไม่ใช่ "ทำแบบนี้แปลว่าไม่รักหรือเปล่า" แต่คือ "ตอนนี้แบบไหนทำให้เขาสบายที่สุด" ครอบครัวจำนวนมากพบว่าเมื่อมีทีมช่วยเรื่องการดูแลทางกาย พวกเขาได้กลับมาเป็นลูกหรือคู่ชีวิตที่นั่งคุยกันได้อีกครั้ง แทนที่จะเป็นผู้ดูแลที่เหนื่อยจนไม่มีแรงพูด

หากตอนนี้ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มตรงไหน โทรมาคุยก่อนได้ ไม่ต้องตัดสินใจอะไรในวันนี้
ทีมรับฟัง ประเมินสถานการณ์ และบอกทางเลือกที่มีให้ครบ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

11. หลักฐานเชิงวิชาการที่อยู่เบื้องหลังแนวทางนี้

ข้อสรุปที่งานวิจัยระดับนานาชาติตรงกันคือ การดูแลแบบประคับประคองที่เริ่มเร็วช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและอาการรบกวนน้อยลง โดยไม่ได้ทำให้ผู้เข้ารับบริการเสียชีวิตเร็วขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เพราะความกลัวข้อนี้คือเหตุผลที่ครอบครัวจำนวนมากลังเลจะเริ่ม

แหล่งอ้างอิง สาระสำคัญ
Temel และคณะ
New England Journal of Medicine, 2010
การศึกษาที่มักถูกอ้างถึงมากที่สุดในเรื่องนี้ พบว่าผู้ที่เป็นมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายซึ่งได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ต้นควบคู่กับการรักษามาตรฐาน มีคุณภาพชีวิตดีกว่าและมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษามาตรฐานอย่างเดียว โดยไม่ได้มีอายุสั้นลง
Zimmermann และคณะ
The Lancet, 2014
การศึกษาแบบสุ่มในผู้ที่เป็นมะเร็งระยะลุกลาม พบว่าการได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะแรก สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและความพึงพอใจต่อการดูแลที่สูงขึ้น
Kavalieratos และคณะ
JAMA, 2016
การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบและ meta-analysis สรุปว่าการดูแลแบบประคับประคองสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและภาระอาการที่ลดลง ในผู้ที่มีโรคร้ายแรงหลายกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะมะเร็ง
องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามว่าการดูแลแบบประคับประคองมุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญโรคคุกคามชีวิต โดยไม่เร่งและไม่ชะลอการเสียชีวิต และควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพตั้งแต่ระยะแรกของโรค ไม่ใช่เฉพาะช่วงสุดท้าย

หมายเหตุเพื่อความโปร่งใส: ตารางนี้สรุปสาระสำคัญจากงานวิจัยและนิยามที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่ออธิบายหลักการที่ทีมยึดในการวางแผนดูแล ไม่ใช่ตัวเลขผลลัพธ์ของศูนย์ฟื้นฟูคินเอง และไม่ใช่การรับประกันผลในแต่ละบุคคล ผลลัพธ์ของแต่ละรายแตกต่างกันตามชนิดและระยะของโรค อายุ โรคร่วม และปัจจัยอื่นอีกมาก การตัดสินใจเรื่องแนวทางการดูแลควรทำร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้เสมอ

 

รูปแบบบริการและค่าใช้จ่าย

การดูแลถึงบ้านเริ่มที่ 1,800 บาทต่อครั้ง และ Day Care อยู่ที่ 1,800–3,000 บาทต่อวัน ส่วนการพักประจำที่ศูนย์ประเมินเป็นรายบุคคล เหตุผลที่ไม่ประกาศราคาเดียวสำหรับการพักประจำ เพราะความต้องการในการดูแลของแต่ละรายต่างกันมาก ตั้งแต่ผู้ที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน ไปจนถึงผู้ที่ต้องให้ออกซิเจน ดูดเสมหะเป็นรอบ หรือให้อาหารทางสายยาง ทีมจะประเมินและแจ้งราคาจริงของเคสนั้นให้ทราบก่อนตัดสินใจเสมอ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมิน

รูปแบบ เหมาะกับใคร และรวมอะไรบ้าง ค่าใช้จ่าย
พักประจำที่ศูนย์ ผู้ที่มีอาการซับซ้อนหรือต้องการการเฝ้าระวังตลอดคืน รวมห้องพัก อาหารที่ปรับตามการกลืน การดูแลภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง และการติดตามโดยทีมสหวิชาชีพ ประเมินรายบุคคล ตามระดับการดูแลที่จำเป็น
HomeCare ดูแลถึงบ้าน ผู้ที่ประสงค์จะอยู่ที่บ้านและมีคนอยู่ด้วย ส่งพยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด หรือผู้ดูแลไปตามรอบที่ตกลง พร้อมสอนครอบครัวให้ดูแลต่อได้เอง เริ่ม 1,800 บาท/ครั้ง
Day Care ไปเช้าเย็นกลับ ครอบครัวที่ดูแลกลางคืนเองได้ แต่ต้องการให้มีทีมดูแลและติดตามอาการในเวลากลางวัน เหมาะกับช่วงที่อาการยังไม่ซับซ้อนมาก 1,800–3,000 บาท/วัน
ปรึกษาและประเมินเบื้องต้น สำหรับครอบครัวที่ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน ทีมรับฟังสถานการณ์ ประเมินอาการ และอธิบายทางเลือกที่มีทั้งหมดให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายข้างต้นเป็นราคาเริ่มต้นและอาจต่างกันตามสาขาและระดับการดูแล สอบถามรายละเอียดของเคสได้ที่เบอร์กลาง 02-096-4996

บริการเสริมที่มีในเครือ ใช้ตามข้อบ่งชี้เท่านั้น

บริการด้านล่างไม่ใช่ส่วนมาตรฐานของการดูแลแบบประคับประคอง แต่มีอยู่ในเครือและใช้ได้เมื่อแพทย์ประเมินว่าเหมาะสมกับเคสนั้นจริง โดยต้องไม่เพิ่มภาระให้ผู้เข้ารับบริการเกินความจำเป็น

การฝังเข็มโดยแพทย์แผนจีน

ใช้เสริมเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและคลื่นไส้ ควบคู่กับแผนการดูแลหลัก ไม่ใช้แทนยาที่แพทย์เจ้าของไข้กำหนด

HBOT ออกซิเจนแรงดันสูง

ใช้เฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และผู้เข้ารับบริการอยู่ในสภาพที่รับได้ ต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ก่อนทุกราย

การให้สารน้ำและวิตามินทางหลอดเลือด

พิจารณาเป็นรายบุคคลตามที่แพทย์ประเมิน โดยชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่จะได้กับความไม่สบายตัวที่อาจตามมา เช่น อาการบวมหรือเสมหะมากขึ้น

กิจกรรมเพื่อคุณภาพชีวิต

เช่น การฟังเพลงที่ชอบ การทำกิจกรรมตามความเชื่อและศาสนา และการจัดโอกาสให้ได้ทำสิ่งที่ค้างคาใจ ซึ่งมักมีความหมายกับครอบครัวมากที่สุด

โปรแกรมอื่นที่มักใช้ร่วมกันหรือใช้แทนกัน

ดูแลภาวะติดเตียง

สำหรับผู้ที่ยังมีเป้าหมายฟื้นฟูให้กลับมาขยับได้ เน้นป้องกันแผลกดทับและดูแลสายต่างๆ ต่างจากหน้านี้ที่เน้นคุณภาพชีวิตในระยะท้าย

Nursing Home ดูแลผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลประจำวันระยะยาว โดยยังไม่ได้อยู่ในระยะท้ายของโรค

ดูแลอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม

สำหรับภาวะสมองเสื่อมที่ยังไม่ถึงระยะท้าย เน้นความปลอดภัย กิจวัตร และการจัดการพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว

สำหรับครอบครัวที่ต้องวางแผนการดูแลต่อเนื่องหลายเดือนถึงหลายปี พร้อมประเมินซ้ำเป็นระยะ

คลินิกสุขภาพจิต

สำหรับผู้ดูแลในครอบครัวที่ต้องการคำปรึกษา ทั้งช่วงที่ยังดูแลอยู่และหลังการสูญเสีย ให้บริการทุกวัน 16.00–19.30 น.

ดูห้องพักทุกสาขา

ดูรูปห้องพักจริงและสิ่งอำนวยความสะดวกของแต่ละสาขา ก่อนนัดเข้าเยี่ยมชมสถานที่

 

12. คำถามที่พบบ่อย — การดูแลแบบประคับประคอง

ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน

การดูแลแบบประคับประคองแปลว่ายอมแพ้แล้วใช่ไหม
ไม่ใช่ การดูแลแบบประคับประคองคือการเปลี่ยนเป้าหมายจาก "ยืดเวลา" มาเป็น "ทำให้เวลาที่มีอยู่มีคุณค่าที่สุด" และทำควบคู่ไปกับการรักษาโรคที่ยังทำอยู่ได้ ไม่ได้แปลว่าต้องหยุดการรักษา องค์การอนามัยโลกระบุชัดว่าการดูแลแบบนี้ไม่เร่งและไม่ชะลอการเสียชีวิต แต่มุ่งลดความทุกข์ทรมานตลอดเส้นทาง
Palliative Care ต่างจาก Hospice อย่างไร
Palliative Care กว้างกว่าและเริ่มได้ตั้งแต่วันที่รู้ว่าโรครักษาไม่หายขาด โดยทำร่วมกับการรักษาโรคได้ ส่วน Hospice โดยทั่วไปหมายถึงการดูแลเฉพาะช่วงท้ายเมื่อไม่ได้มุ่งรักษาตัวโรคแล้ว พูดง่ายๆ คือ Hospice เป็นส่วนหนึ่งของ Palliative Care แต่ Palliative Care ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงท้าย
ควรเริ่มเมื่อไร ต้องรอให้แพทย์บอกว่าเหลือเวลาเท่าไรก่อนไหม
ไม่ต้องรอ เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ทราบว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาปรึกษาแล้วคือ อาการรบกวนชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินบ่อยขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงชัดเจน หรือครอบครัวเริ่มรู้สึกว่าดูแลไม่ไหว — งานวิจัยพบว่าการเริ่มเร็วสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
ศูนย์ฟื้นฟูคินรับดูแลผู้ที่เป็นมะเร็งระยะลุกลามได้ไหม
ได้ และไม่ได้จำกัดเฉพาะมะเร็ง ทีมดูแลทั้งมะเร็งระยะลุกลาม โรคหัวใจและปอดระยะท้าย โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย ภาวะติดเตียงระยะยาว รวมถึงโรคไตและโรคตับระยะท้าย โดยแผนการดูแลทุกรายต้องสอดคล้องกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้
ดูแลที่บ้านหรือที่ศูนย์ดีกว่ากัน
ใช้ 3 เกณฑ์ตัดสิน คือ อาการซับซ้อนแค่ไหน ผู้เข้ารับบริการประสงค์อะไร และครอบครัวมีคนดูแลจริงตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่ — ถ้าอาการปวดหรือเหนื่อยหอบยังคุมไม่นิ่ง การพักที่ศูนย์มักเหมาะกว่าเพราะปรับการดูแลได้ทันทีทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนถ้าอาการค่อนข้างคงที่และผู้เข้ารับบริการอยากอยู่บ้าน HomeCare ก็ตอบโจทย์กว่า และไม่ต้องเลือกทางเดียวตลอด เปลี่ยนระหว่างทางได้
ค่าใช้จ่ายเท่าไร
HomeCare ดูแลถึงบ้าน เริ่ม 1,800 บาทต่อครั้ง · Day Care 1,800–3,000 บาทต่อวัน · ส่วนการพักประจำที่ศูนย์ประเมินเป็นรายบุคคล เพราะระดับการดูแลต่างกันมาก เช่น การให้ออกซิเจน การดูดเสมหะเป็นรอบ หรือการให้อาหารทางสายยาง ทีมจะแจ้งราคาจริงก่อนตัดสินใจ และการประเมินเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย
ผู้ป่วยไม่ยอมกินข้าวแล้ว ต้องใส่สายให้อาหารไหม
ไม่ใช่ทุกรายที่ต้องใส่ ในช่วงท้ายของชีวิต ความอยากอาหารและความต้องการน้ำที่ลดลงเป็นกระบวนการธรรมชาติของร่างกาย และการให้อาหารหรือน้ำเพิ่มโดยไม่จำเป็นบางกรณีทำให้บวม แน่นท้อง หรือมีเสมหะมากขึ้นจนอึดอัดกว่าเดิม การตัดสินใจเรื่องนี้ควรทำร่วมกับแพทย์เป็นรายบุคคล โดยดูจากระยะของโรค เป้าหมายการดูแล และความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการ
ใช้ยาแก้ปวดแรงแล้วจะติดยาหรือหลับตลอดเวลาไหม
ความกังวลนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนทนปวดโดยไม่จำเป็น หลักการใช้ยาแก้ปวดในการดูแลแบบประคับประคองคือให้ในขนาดที่พอดีกับระดับความปวด และปรับตามการประเมินซ้ำเป็นรอบ โดยเป้าหมายคือให้ยังตื่นรู้ตัวและพูดคุยกับครอบครัวได้ ไม่ใช่ให้หลับตลอด ทุกการปรับยาอยู่ภายใต้การกำกับของแพทย์ หากมีข้อกังวลควรถามทีมโดยตรงแทนการลดยาเอง เพราะการหยุดยาเองอาจทำให้ปวดรุนแรงขึ้น
เสียงครืดคราดในลำคอช่วงท้าย ผู้ป่วยทรมานไหม
เสียงนี้เกิดจากน้ำลายและเสมหะที่คั่งอยู่เพราะกลืนเองไม่ได้แล้ว ฟังดูทรมานมากสำหรับครอบครัวที่ได้ยิน แต่โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกทรมานเท่าที่เห็น ทีมจะช่วยด้วยการจัดท่าตะแคงและดูแลช่องปาก ส่วนการดูดเสมหะบ่อยเกินจำเป็นอาจรบกวนมากกว่าช่วย จึงทำเท่าที่จำเป็นตามการประเมิน
ส่งพ่อแม่เข้าศูนย์ในช่วงนี้ ผิดไหม
ความรู้สึกผิดข้อนี้พบได้แทบทุกครอบครัว คำถามที่ควรใช้ตัดสินใจไม่ใช่ "ทำแบบนี้แปลว่าไม่รักหรือเปล่า" แต่คือ "ตอนนี้แบบไหนทำให้เขาสบายที่สุด" ครอบครัวจำนวนมากพบว่าเมื่อมีทีมช่วยเรื่องการดูแลทางกาย พวกเขาได้กลับมาเป็นลูกหรือคู่ชีวิตที่นั่งคุยกันได้อีกครั้ง แทนที่จะเป็นผู้ดูแลที่เหนื่อยจนไม่มีแรงพูด และครอบครัวยังเยี่ยมได้ทุกวัน
ครอบครัวควรพูดอะไรกับผู้ป่วยในช่วงสุดท้าย
ไม่มีคำพูดที่ถูกต้องตายตัว แต่สิ่งที่ครอบครัวมักบอกว่าดีใจที่ได้พูดคือ คำขอบคุณ คำขอโทษ การบอกรัก และการบอกว่าไม่ต้องห่วงคนที่อยู่ข้างหลัง — แม้ผู้เข้ารับบริการจะไม่ตอบสนองแล้ว ก็ยังควรพูดด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะเชื่อกันว่าการได้ยินเป็นสิ่งที่คงอยู่นานที่สุด และการมีเสียงคนคุ้นเคยอยู่ด้วยช่วยให้สงบขึ้น
ศูนย์ฟื้นฟูคินมีกี่สาขา และติดต่ออย่างไร
มี 6 สาขา — ลาดพร้าว 71 โทร 091-803-3071 · แบริ่ง สุขุมวิท 107 โทร 065-909-2599 · ราชพฤกษ์ โทร 065-384-5494 · พัทยา โทร 082-213-9976 · รามคำแหง 24 และศาลายา โทร 091-803-3071 — สอบถามทุกเรื่องได้ที่เบอร์กลาง 02-096-4996 ส่วนการดูแลถึงบ้านโทร 061-881-9399 ปรึกษาฟรี ไม่มีข้อผูกมัด
 

ปรึกษาการดูแลแบบประคับประคอง | ประเมินฟรี

โทรมาคุยก่อนได้ ไม่ต้องตัดสินใจในวันนี้ · สอบถามทุกเรื่องที่เบอร์กลาง 02-096-4996

ลาดพร้าว 71 — สาขาหลัก
091-803-3071

ปุ่มแอด LINE ปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาลาดพร้าว 71 Add LINE KIN Ladprao 71 palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KINปุ่มโทรปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาลาดพร้าว 71 เบอร์ 091-803-3071 Call KIN Ladprao 71 palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

แบริ่ง สุขุมวิท 107 — โรงพยาบาลกายภาพบำบัด
065-909-2599

ปุ่มแอด LINE ปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาแบริ่ง สุขุมวิท 107 Add LINE KIN Bearing palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KINปุ่มโทรปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาแบริ่ง เบอร์ 065-909-2599 Call KIN Bearing palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ราชพฤกษ์
065-384-5494

ปุ่มแอด LINE ปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาราชพฤกษ์ Add LINE KIN Ratchaphruek palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KINปุ่มโทรปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาราชพฤกษ์ เบอร์ 065-384-5494 Call KIN Ratchaphruek palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

พัทยา
082-213-9976

ปุ่มแอด LINE ปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาพัทยา Add LINE KIN Pattaya palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KINปุ่มโทรปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาพัทยา เบอร์ 082-213-9976 Call KIN Pattaya palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

รามคำแหง 24
091-803-3071

ปุ่มแอด LINE ปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขารามคำแหง 24 Add LINE KIN Ramkhamhaeng 24 palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KINปุ่มโทรปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขารามคำแหง 24 เบอร์ 091-803-3071 Call KIN Ramkhamhaeng 24 palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ศาลายา
091-803-3071

ปุ่มแอด LINE ปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาศาลายา นครปฐม Add LINE KIN Salaya palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KINปุ่มโทรปรึกษาการดูแลแบบประคับประคองสาขาศาลายา เบอร์ 091-803-3071 Call KIN Salaya palliative care ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

เปิดทุกวัน 09:00–18:00 น. ทุกสาขา (ผู้ที่พักค้างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง) · HomeCare ดูแล/พยาบาลถึงบ้าน 061-881-9399 · กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 · ปรึกษาสุขภาพจิตสำหรับผู้ดูแลและครอบครัว 095-884-2233 ทุกวัน 16.00–19.30 น.

 

บริการและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ดูแลระยะยาวและระยะท้าย: ดูแลภาวะติดเตียง · ดูแลอัลไซเมอร์และสมองเสื่อม · Nursing Home ดูแลผู้สูงอายุ · ดูแลผู้สูงอายุระยะยาว · Day Care ไปเช้าเย็นกลับ · KIN HomeCare ดูแลถึงบ้าน · พยาบาลดูแลที่บ้าน · ผู้ดูแลที่บ้าน · กายภาพบำบัดที่บ้าน

ฟื้นฟูและบริการทางการแพทย์: ฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง · ฟื้นฟูหลังผ่าตัด · คลินิกกายภาพบำบัด · แพทย์แผนจีนและการฝังเข็ม · คลินิกสุขภาพจิต · HBOT · ธาราบำบัด · โปรแกรมเฉพาะบุคคล · ทีมแพทย์และสหวิชาชีพ

สาขาและห้องพัก: ลาดพร้าว 71 · แบริ่ง สุขุมวิท 107 · ราชพฤกษ์ · พัทยา · ห้องพักทุกสาขา · ห้องพักลาดพร้าว · ห้องพักแบริ่ง · ห้องพักราชพฤกษ์ · ห้องพักพัทยา

ข้อมูลศูนย์และการติดต่อ: บริการทั้งหมด · เกี่ยวกับศูนย์ฟื้นฟูคิน · รีวิวผู้เข้ารับบริการจริง · โปรโมชั่นและราคาทั้งหมด · ทดลองอยู่ 7 วัน · ติดต่อเรา

เกี่ยวกับหน้านี้

พว.อรฤทัย บุญตวง พยาบาลวิชาชีพ ผู้จัดการโรงพยาบาลกายภาพบำบัด KIN สาขาแบริ่ง registered nurse palliative care KIN ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

เรียบเรียงโดย: พว.อรฤทัย บุญตวง พยาบาลวิชาชีพ ผู้จัดการโรงพยาบาลกายภาพบำบัด KIN สาขาแบริ่ง (สุขุมวิท 107)

ประสบการณ์ 18 ปี — หอผู้ป่วยอายุรกรรม ระบบประสาท และหัวใจและหลอดเลือด

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย: พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ (ว.40854) แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ร่วมกับทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน

กำกับดูแลโดย: ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร · ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 · ประสบการณ์ 9 ปี · ดูแลแล้วกว่า 6,000 ครอบครัว

อัปเดตล่าสุด: 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปแก่ครอบครัวที่กำลังตัดสินใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะราย และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้ได้ · การตัดสินใจเรื่องแนวทางการดูแลในระยะท้ายควรทำร่วมกับแพทย์ ผู้เข้ารับบริการ และครอบครัวเสมอ · ค่าใช้จ่ายที่ระบุเป็นราคาเริ่มต้นและอาจต่างกันตามสาขาและระดับการดูแล · ติดต่อเรา

 
 
 
 
 
ข้อมูลอ้างอิงโดยสรุปของหน้านี้ (กดเปิดอ่าน)
ข้อมูลสำคัญ — การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
นิยาม: การดูแลที่มุ่งลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีโรคซึ่งไม่หายขาด ครอบคลุม 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ โดยมีครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลเสมอ
เริ่มเมื่อไร: เริ่มได้ตั้งแต่วันที่ได้รับการวินิจฉัย ไม่ต้องรอระยะสุดท้าย และทำควบคู่ไปกับแผนการดูแลโรคของแพทย์เจ้าของไข้ได้ ไม่ใช่การหยุดการดูแล
ต่างจาก Hospice อย่างไร: การดูแลแบบประคับประคองเริ่มได้ทุกระยะของโรคและทำร่วมกับการดูแลโรคได้ ส่วน Hospice โดยทั่วไปหมายถึงการดูแลเฉพาะช่วงท้ายเมื่อไม่ได้มุ่งจัดการตัวโรคแล้ว
ดูแลใครได้ / เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีมะเร็งระยะลุกลาม โรคหัวใจและโรคปอดระยะท้าย โรคทางสมองและระบบประสาทระยะท้าย ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย โรคไตและโรคตับระยะท้าย และผู้ที่มีภาวะติดเตียงระยะยาว รวมถึงครอบครัวที่ต้องการคำแนะนำและการประคับประคองด้านจิตใจ
สิ่งที่รวมอยู่ในบริการ: การประเมินและดูแลอาการรบกวน เช่น ปวด หายใจเหนื่อยหอบ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก นอนไม่หลับ สับสนกระสับกระส่าย ความวิตกกังวลและอารมณ์เศร้า · การดูแลความสะอาดและความสุขสบายประจำวัน · การดูแลด้านโภชนาการและการกลืน · การพูดคุยวางแผนการดูแลล่วงหน้าร่วมกับครอบครัว · การให้คำปรึกษาแก่ผู้ดูแลเรื่องความเครียดและความรู้สึกผิด และการอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า
รูปแบบบริการ: พักประจำที่ศูนย์ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง · ให้ทีมไปดูแลถึงบ้าน (HomeCare) · Day Care สำหรับครอบครัวที่ดูแลช่วงกลางคืนเองได้
ทีมที่ดูแล: ทีมแพทย์และสหวิชาชีพคิน ประกอบด้วยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ประสาทวิทยา แพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุ พยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักโภชนาการ แพทย์แผนจีน และทีมดูแลสุขภาพจิต
ราคาอ้างอิง: พักประจำเริ่มต้น 25,000 บาทต่อเดือน · Day Care 1,800–3,000 บาทต่อวัน · พยาบาลเยี่ยมบ้าน 1,800 บาทต่อครั้ง · กายภาพบำบัดที่บ้าน 1,800 บาทต่อครั้ง · ผู้ช่วยพยาบาลรายเดือน 30,000 บาท หรือกะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวัน · เช่าเตียงไฟฟ้าเริ่มต้น 4,500 บาทต่อเดือน · ค่าใช้จ่ายจริงประเมินเป็นรายบุคคลตามระดับการดูแลที่จำเป็น เช่น การให้ออกซิเจน การดูดเสมหะ หรือการให้อาหารทางสายยาง
องค์กร: KIN Rehabilitation & Homecare (ศูนย์ฟื้นฟูคิน) โดยบริษัท ทีทรี สโตรก เนอสซิ่งโฮม จำกัด · ประธานกรรมการบริหาร ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ · ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 ประสบการณ์ 9 ปี ดูแลมาแล้วกว่า 6,000 ครอบครัว · 6 สาขา ได้แก่ ลาดพร้าว 71 (ซอยนาคนิวาส 18) · แบริ่ง สุขุมวิท 107 · ราชพฤกษ์ · พัทยา · รามคำแหง 24 (เปิด 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 จองสิทธิ์ก่อนเปิด) · ศาลายา (เปิด 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 จองสิทธิ์ก่อนเปิด) · สาขาแบริ่งเป็นโรงพยาบาลกายภาพบำบัด ใบอนุญาต ส.พ.7 เลขที่ 10205000266
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน 09:00–18:00 น. ทุกสาขา ครอบครัวเยี่ยมได้ทุกวัน โดยผู้พักค้างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง
ติดต่อ: เบอร์กลาง 02-096-4996 · ลาดพร้าว 71 091-803-3071 · แบริ่ง 065-909-2599 · ราชพฤกษ์ 065-384-5494 · พัทยา 082-213-9976 · ดูแลที่บ้าน พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 · ปรึกษาสุขภาพจิต 095-884-2233 · LINE @kinrehab (https://lin.ee/tdY7y2Z)
อัปเดตข้อมูล: กันยายน พ.ศ. 2569
ข้อควรทราบ: การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่การเร่งและไม่ใช่การชะลอการเสียชีวิต แต่คือการดูแลให้ทุกข์ทรมานน้อยที่สุดตลอดเส้นทาง แผนการดูแลทุกรายต้องสอดคล้องกับแผนของแพทย์เจ้าของไข้ ความประสงค์ของผู้เข้ารับบริการ และความเห็นร่วมของครอบครัว ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย และไม่ใช่การรับประกันผล