TIA คือโรคอะไร อาการหายเองแล้ว ทำไมยังต้องรีบไปโรงพยาบาล
อธิบายโดยแพทย์ด้านระบบประสาทวิทยา อ้างอิงแนวทางและงานวิจัยล่าสุด
เทียบ 5.1% ตลอดปีแรก (TIAregistry)
ในกลุ่ม TIA และสโตรกเล็ก
43.2% เกิดในปีที่ 2–5
แม้อาการจะหายเองแล้ว
คำตอบสั้น: TIA (Transient Ischemic Attack) หรือ สมองขาดเลือดชั่วคราว บางคนเรียก "mini stroke" คือภาวะที่สมองขาดเลือดชั่วครู่จนมีอาการเหมือนสโตรก เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว พูดไม่ชัด แล้ว หายเอง ส่วนใหญ่ภายใน 1 ชั่วโมง TIA เป็น สัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดว่าสโตรกจริงอาจตามมา และความเสี่ยงสูงที่สุดในช่วงวันแรก ๆ ถ้ามีอาการแบบนี้ ให้ โทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลที่รักษาสโตรกได้ทันที แม้อาการหายแล้วก็ตาม
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป การวินิจฉัยและการรักษาของแต่ละคนต้องให้แพทย์ประเมิน
เนื้อหาในบทความนี้
1. อาการของ TIA
คำตอบสั้น: อาการเกิดขึ้นทันที เหมือนอาการของสโตรก แล้วดีขึ้นเอง ขณะที่มีอาการ ไม่มีใครบอกได้ว่าจะหายเองหรือไม่ ใช้คำว่า BE FAST ช่วยจำ
- B — Balance เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ขึ้นมาทันที (โดยเฉพาะถ้ามีอาการอื่นในรายการนี้ร่วมด้วย)
- E — Eyes ตามัวหรือมองไม่เห็นข้างเดียวทันที
- F — Face หน้าเบี้ยว มุมปากตก
- A — Arm แขนขาอ่อนแรงหรือชาซีกเดียว
- S — Speech พูดไม่ชัด พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ
- T — Time จดเวลาที่เริ่มมีอาการ แล้วโทร 1669
อาการชาครึ่งซีกที่เกิดขึ้นทันทีแล้วหายไป ก็อาจเป็น TIA ได้ ไม่ควรคิดว่าเป็นแค่นอนทับ

อาการหายเองไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ต้องไปโรงพยาบาลทันที
2. ทำไมอาการหายแล้วยังอันตราย
คำตอบสั้น: เพราะสิ่งที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอยังอยู่ เช่น ลิ่มเลือด หลอดเลือดตีบ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจทำให้เกิดสโตรกจริงตามมาได้
งานวิจัยรุ่นเก่า (ช่วงปี 2540–2546) พบว่าหลัง TIA หรือสโตรกเล็ก มีโอกาสเกิดสโตรกหรือภาวะหัวใจขาดเลือด 12–20% ภายใน 3 เดือน งาน TIAregistry (NEJM, 2016) ที่ติดตามผู้ป่วย 4,789 รายใน 21 ประเทศ ซึ่ง 78% ได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสโตรกภายใน 24 ชั่วโมง พบตัวเลขต่ำกว่ามาก
| ช่วงเวลาหลังมีอาการ | เกิดสโตรก (สะสม) |
|---|---|
| 2 วัน | 1.5% |
| 7 วัน | 2.1% |
| 90 วัน | 3.7% |
| 1 ปี | 5.1% |
ตัวเลขชุดนี้บอก 2 เรื่อง
- ความเสี่ยงกระจุกอยู่ในช่วงแรก แค่ 2 วันแรกก็เกิดสโตรกแล้ว 1.5% เทียบกับ 5.1% ตลอดทั้งปี
- การได้รับการประเมินและรักษาเร็ว เป็นลักษณะร่วมของกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำกว่านี้ (งานนี้เป็นงานสังเกตการณ์ จึงบอกได้ว่าสัมพันธ์กัน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเหตุผลโดยตรง)
ในงานเดียวกัน ผู้ป่วยกลุ่ม TIA และสโตรกเล็กราว 1 ใน 3 (33.4%) ตรวจภาพสมองแล้วพบรอยสมองขาดเลือดใหม่ ซึ่งบอกว่าอาการที่ดูเล็กน้อยหรือดีขึ้นแล้ว อาจมีความเสียหายที่มองไม่เห็นด้วยตา

ยิ้มแล้วปากเบี้ยว ยกแขนแล้วข้างหนึ่งตก พูดไม่ชัด = โทร 1669 ทันที
3. ไปโรงพยาบาลแล้วแพทย์จะทำอะไร
คำตอบสั้น: ถ้า ยังมีอาการอยู่ ทุกนาทีสำคัญ ผู้ป่วยบางรายรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดหรือการลากลิ่มเลือดได้ ถ้าไปถึงโรงพยาบาลภายในไม่กี่ชั่วโมงแรก อย่ารอดูว่าจะหายเองไหม
- ตรวจร่างกายระบบประสาท และประเมินความเสี่ยง เช่น คะแนน ABCD² ซึ่งดูอายุ ความดัน ลักษณะอาการ ระยะเวลาที่มีอาการ และเบาหวาน
- ตรวจภาพสมอง และหลอดเลือดคอ/สมอง
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หาหัวใจเต้นผิดจังหวะ บางรายต้องติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่องหลายวัน
- เริ่มยาป้องกันตามสาเหตุ ผู้ป่วยความเสี่ยงสูงบางราย แพทย์อาจให้ยาต้านเกล็ดเลือด 2 ชนิดร่วมกันในช่วงสั้น ๆ แนวทาง AHA/ASA 2021 แนะนำให้การตรวจหาสาเหตุเสร็จหรือเริ่มต้นแล้วภายใน 48 ชั่วโมง
ใน TIAregistry ผู้ป่วยที่มีรอยสมองขาดเลือดหลายจุด หลอดเลือดใหญ่ตีบ หรือคะแนน ABCD² 6–7 มีความเสี่ยงสโตรกในปีแรก สูงกว่า 2 เท่า
4. หลังกลับบ้าน ความเสี่ยงยังไม่จบ
คำตอบสั้น: งานติดตามต่อ 5 ปี (NEJM, 2018) พบสโตรกสะสม 9.5% และเกือบครึ่ง (43.2%) เกิดในปีที่ 2–5 จึงต้องคุมปัจจัยเสี่ยงระยะยาว (อ่านเรื่องสโตรกเป็นซ้ำและการหาต้นเหตุ)
- กินยาตามแพทย์สั่ง ไม่หยุดเอง (อ่านเรื่องยาหลังสโตรก)
- คุมความดัน น้ำตาล ไขมัน
- เลิกบุหรี่ ขยับร่างกายสม่ำเสมอ
- จำอาการ BE FAST ไว้ทั้งบ้าน

หลังกลับบ้าน คุมความดันและกินยาให้ต่อเนื่องคือหัวใจของการป้องกัน
หลังโรงพยาบาลวินิจฉัยแล้ว KIN ช่วยอะไรได้ • ช่วงฉุกเฉินต้องเป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลที่รักษาสโตรกได้ KIN ไม่ใช่ห้องฉุกเฉิน หลังจากนั้น
• แพทย์ประสาทวิทยาดูแลต่อเนื่องร่วมกับแผนของโรงพยาบาล ช่วยครอบครัวเข้าใจผลตรวจ ต้นเหตุ และการคุมปัจจัยเสี่ยง โดยยาหลักยังเป็นของแพทย์ที่โรงพยาบาลตามเดิม
• ตรวจหลอดเลือดคอด้วยอัลตราซาวนด์ ที่ศูนย์หลอดเลือด Kin Charnn สุขุมวิท 107 (โทร 084-003-6655 หรือ 065-909-2599)
• ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นสโตรกเล็กและมีอาการหลงเหลือ ทีมฟื้นฟูวางแผนฝึกต่อ
ปรึกษาแพทย์ | KIN สุขุมวิท 107
นัดปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า (ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน) · มีอาการสโตรกตอนนี้ โทร 1669
สาขาอื่นของ KIN Rehabilitation
สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669
คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN
TIA กับสโตรกต่างกันอย่างไร
อาการเหมือนกัน แต่ TIA หายเองและตรวจภาพสมองไม่พบรอยสมองขาดเลือดใหม่ ถ้าตรวจพบรอย แพทย์จะนับว่าเป็นสโตรก (มักเป็นสโตรกเล็ก) แม้อาการจะหายแล้วก็ตาม ทั้งนี้ CT ในช่วงแรกอาจยังไม่เห็นรอย การแยกให้ชัดมักต้องใช้ MRI ร่วมกับการตรวจของแพทย์ ขณะที่มีอาการ แยกสองอย่างนี้ด้วยตาเปล่าไม่ได้ จึงต้องไปโรงพยาบาลทันทีทุกครั้ง
อาการหายไปแล้ว รอไปพบแพทย์พรุ่งนี้ได้ไหม
ไม่ควร ความเสี่ยงสูงที่สุดในช่วงวันแรก ควรไปโรงพยาบาลวันนั้นเลย
TIA เป็นซ้ำได้ไหม
ได้ และ TIA ซ้ำหลายครั้งในเวลาใกล้กันเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์
TIA icd 10 คืออะไร
ในระบบรหัสโรค ICD-10 ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวอยู่ในหมวด G45
- Amarenco P, et al. One-Year Risk of Stroke after Transient Ischemic Attack or Minor Stroke. N Engl J Med. 2016;374(16):1533–1542
- Amarenco P, et al. Five-Year Risk of Stroke after TIA or Minor Ischemic Stroke. N Engl J Med. 2018;378(23):2182–2190
- Kleindorfer DO, et al. 2021 Guideline for the Prevention of Stroke in Patients With Stroke and Transient Ischemic Attack. Stroke. 2021;52(7):e364–e467

เขียนและตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.กฤชฐา พึ่งเจริญ ว.40781 แพทย์ด้านระบบประสาทวิทยา | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: พ.ย. พ.ศ. 2569 | ข้อมูลสุขภาพเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย ยาหลักและการนัดติดตามยังเป็นของแพทย์ประจำตัวที่โรงพยาบาล