ผู้ป่วยสโตรกควรทำกายภาพวันละกี่ชั่วโมง?
ข้อมูลผู้ป่วย 6,259 รายจากญี่ปุ่นบอกอะไร
คำถามที่ครอบครัวถามบ่อยหลังผู้ป่วยสโตรกออกจากโรงพยาบาลคือ ต้องฝึกมากแค่ไหนถึงจะพอ งานวิจัยจากญี่ปุ่นปี 2569 ใช้ข้อมูลผู้ป่วยระดับประเทศช่วยตอบคำถามนี้ได้ชัดขึ้น
ฐานข้อมูลระดับประเทศของญี่ปุ่น
เฉลี่ยตลอด 30 วันแรกในหอฟื้นฟู
ค่าประมาณทางสถิติ ไม่ใช่ผลรายบุคคล
ตอนย้ายเข้าหอฟื้นฟู
หลังพ้นช่วงวิกฤต ผู้ป่วยสโตรกจำนวนมากยังลุกยืน เดิน หรือดูแลตัวเองไม่ได้ คำถามที่ตามมาคือ ควรฝึกวันละเท่าไร บทความนี้สรุปจากงานวิจัยปี 2569 สองชิ้น คือข้อมูลผู้ป่วยระดับประเทศของญี่ปุ่นในวารสาร JAMDA และบทความทบทวนในวารสาร Stroke โดยแยกให้ชัดว่าส่วนไหนเป็นข้อค้นพบ และส่วนไหนที่ยังไม่มีใครรู้คำตอบ
ครอบคลุมการฟื้นฟูหลังพ้นระยะเฉียบพลัน ปริมาณการฝึกของแต่ละรายต้องให้แพทย์และนักกายภาพบำบัดประเมิน

การฝึกลุกยืนซ้ำหลายรอบอย่างถูกท่า เป็นส่วนหนึ่งของเวลาฝึกฟื้นฟูในแต่ละวัน
เนื้อหาในบทความนี้
1. ปริมาณการฟื้นฟูคืออะไร ทำไมต้องนับเป็นชั่วโมง
คำตอบสั้น: ปริมาณการฟื้นฟูคือเวลาที่ผู้ป่วยได้ฝึกจริงในแต่ละวัน เช่น ฝึกลุกยืน ฝึกเดิน ฝึกใช้มือทำกิจวัตร หรือฝึกพูดและกลืน งานวิจัยนิยมนับเป็นชั่วโมงต่อวัน เพราะการฟื้นตัวของการเคลื่อนไหวหลังสโตรกอาศัยการฝึกซ้ำอย่างมีเป้าหมาย
หลังสโตรก สมองมีความสามารถปรับตัวและสร้างเส้นทางการทำงานใหม่ (neuroplasticity) ซึ่งต้องอาศัยการฝึกซ้ำ การลุกยืนเองครั้งเดียวต่อวันจึงต่างจากการได้ฝึกลุกยืนซ้ำหลายรอบอย่างถูกท่ากับนักบำบัด
นับอะไรเป็นชั่วโมงฝึก งานวิจัยญี่ปุ่นนับเวลาการฟื้นฟูโดยรวม (rehabilitation therapy) ไม่ได้ระบุว่าเป็นกายภาพบำบัดอย่างเดียว ครอบครัวควรนับเฉพาะเวลาที่ผู้ป่วยได้ฝึกจริงกับทีมบำบัด ไม่ใช่เวลาที่อยู่ในศูนย์ทั้งวัน
2. งานวิจัยญี่ปุ่น 6,259 ราย ทำอะไร และพบอะไร
คำตอบสั้น: ทีมผู้วิจัยซึ่งส่วนใหญ่มาจากคณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยของสมาคมกายภาพบำบัดระบบประสาทญี่ปุ่น ใช้ข้อมูลผู้ป่วยสโตรกตีบระดับประเทศ 6,259 ราย เทียบกลุ่มที่ได้ฝึกฟื้นฟูเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไปในเดือนแรกหลังย้ายเข้าหอฟื้นฟู กับกลุ่มที่ฝึกน้อยกว่า พบว่ากลุ่มที่ฝึกมากกว่ามีสัดส่วนผู้ที่กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้สูงกว่าราว 15 จุดเปอร์เซ็นต์
| หัวข้อ | รายละเอียดจากงานวิจัย |
|---|---|
| ข้อมูล | ฐานข้อมูลเบิกจ่ายระดับประเทศของญี่ปุ่น · วารสาร JAMDA ปี 2569 |
| ผู้ป่วย | สโตรกตีบ 6,259 ราย ก่อนป่วยช่วยเหลือตัวเองได้ ตอนแรกรับเดินเองไม่ได้ ย้ายเข้าหอฟื้นฟูภายใน 30 วัน |
| เปรียบเทียบ | ฝึกฟื้นฟูเฉลี่ยวันละ 2 ชม. ขึ้นไป กับน้อยกว่า 2 ชม. ตลอด 30 วันแรกในหอฟื้นฟู |
| ผลที่วัด | กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ (mRS 0–2) ที่ 60 วัน |
| ผลเฉลี่ย | สูงกว่า 15.3 จุดเปอร์เซ็นต์ (95% CI 12.6–18.0) |
ตัวเลขคัดจากบทคัดย่อของงานวิจัย
mRS 0–2 คือระดับที่อาจยังมีอาการหลงเหลือ แต่ดูแลกิจวัตรของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีคนช่วยตลอด ผู้วิจัยใช้วิธีทางสถิติที่เลียนแบบการทดลอง (target trial emulation) แต่ก็ยังไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม
อ่านตัวเลข 15.3 ให้ถูก คือส่วนต่างระหว่างสองกลุ่ม คิดง่าย ๆ ว่าในผู้ป่วย 100 คน กลุ่มที่ฝึกมากกว่ากลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าราว 15 คน ไม่ได้แปลว่าแต่ละคนจะดีขึ้นร้อยละ 15 และไม่ใช่การรับประกันผลรายบุคคล
3. ใครได้ประโยชน์จากการฝึกเข้มข้นมากที่สุด
คำตอบสั้น: ผู้ที่ตอนย้ายเข้าหอฟื้นฟูยังพอทำกิจวัตรบางด้านได้ เช่น การดูแลตัวเอง การเคลื่อนไหว หรือการควบคุมการขับถ่าย ได้ประโยชน์จากการฝึกเข้มข้นมากกว่าค่าเฉลี่ย โดยผลวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยเหล่านี้อยู่ที่ราว 23 จุดเปอร์เซ็นต์
| ความสามารถตอนย้ายเข้าหอฟื้นฟู (กลุ่มที่ทำได้ดีกว่า) | ส่วนต่างของสัดส่วนผู้ที่กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ |
|---|---|
| ด้านการดูแลตัวเอง | 23.7 จุดเปอร์เซ็นต์ (95% CI 19.6–27.6) |
| ด้านการเคลื่อนไหว | 23.8 จุดเปอร์เซ็นต์ (95% CI 18.9–28.7) |
| ด้านการควบคุมการขับถ่าย | 22.8 จุดเปอร์เซ็นต์ (95% CI 18.9–27.2) |
ปัจจัยอื่นที่ทำให้ผลต่างกัน: เพศ อายุ ระดับการช่วยเหลือตัวเองก่อนป่วย และจำนวนวันนอนโรงพยาบาลช่วงเฉียบพลัน

การกินอาหารด้วยตัวเองเป็นกิจวัตรด้านการดูแลตัวเอง
ไม่ได้แปลว่าผู้ที่ช่วยตัวเองได้น้อยไม่ควรฝึก งานวิจัยบอกว่าผลไม่เท่ากันในแต่ละคน ไม่ได้บอกว่าผู้ที่ยังช่วยตัวเองได้น้อยไม่ได้ประโยชน์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังต้องฟื้นฟูต่อเนื่อง แต่เป้าหมายอาจต่างออกไป การประเมินความสามารถแต่ละด้านตั้งแต่วันแรกจึงสำคัญพอ ๆ กับจำนวนชั่วโมงที่ฝึก
4. ทำไมเริ่มฟื้นฟูเร็วจึงได้เปรียบ
คำตอบสั้น: บทความทบทวนในวารสาร Stroke ปี 2569 สรุปว่าจังหวะเวลาสำคัญไม่แพ้ปริมาณ ถ้าเริ่มฝึกในระยะเรื้อรังซึ่งสมองปรับตัวได้น้อยลงแล้ว ต้องฝึกมากกว่ามากจึงจะได้ผลใกล้เคียงกับการฝึกแบบเดียวกันในช่วงแรก
บทความทบทวนของ Teasell และคณะ พบว่างานวิจัยแบบสุ่มด้านฟื้นฟูสโตรกเกินครึ่งทำในระยะเรื้อรัง ผู้เขียนย้ำว่าความเข้มและปริมาณการฝึกยังสำคัญ แต่ปริมาณที่เหมาะที่สุดยังไม่แน่ชัด
ข้อคิดที่ครอบครัวนำไปใช้ได้ ไม่ควรรอให้ผู้ป่วย “แข็งแรงก่อน” เมื่อแพทย์ประเมินว่าพร้อม ควรเริ่มฟื้นฟูต่อเนื่องตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล อ่านเรื่องช่วงเวลาที่ควรเริ่มได้ที่ บทความ Stroke ต้องเริ่มกายภาพภายในกี่วัน
เป็นมานานแล้ว ยังฟื้นฟูได้ไหม ยังฝึกได้ บทความทบทวนไม่ได้บอกว่าหมดโอกาส แต่ต้องใช้ปริมาณการฝึกมากกว่า อ่านต่อที่ บทความ Stroke เป็นมานานแล้วฟื้นได้ไหม และภาพรวมโอกาสฟื้นตัวที่ บทความ Stroke รักษาหายไหม

ประเมินความพร้อมตั้งแต่ช่วงแรกหลังออกจากโรงพยาบาล
5. วันละกี่ครั้ง และควรแบ่งเวลาฝึกอย่างไร
คำตอบสั้น: งานวิจัยญี่ปุ่นวัดเวลารวมต่อวัน ไม่ได้บอกว่าต้องแบ่งกี่ครั้ง แต่มีงานวิจัยในผู้ป่วยสโตรกตีบเฉียบพลันอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พบว่า การแบ่งฝึกเป็นหลายครั้งต่อวันสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีกว่าการฝึกวันละครั้ง ในทางปฏิบัติจึงนิยมแบ่งเวลาฝึกเป็นหลายช่วง เพื่อให้ได้ปริมาณมากพอโดยผู้ป่วยไม่ล้าเกินไป
งานวิจัยในวารสาร Frontiers in Public Health ปี 2569 ในผู้ป่วย 177 ราย พบว่ากลุ่มที่เริ่มขยับเร็วกว่าและแบ่งฝึกเฉลี่ยวันละ 2.1 ครั้ง ฟื้นตัวถึงระดับช่วยเหลือตัวเองได้ร้อยละ 54.9 เทียบกับร้อยละ 34.9 งานนี้ศึกษาย้อนหลังในช่วงเฉียบพลันที่โรงพยาบาล ครั้งละราว 15 นาที จึงใช้ได้ในฐานะหลักการเท่านั้น
คิดเวลาฝึกเฉลี่ยต่อวันแบบง่าย ฝึกสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง = 3 ชั่วโมงหารด้วย 7 วัน เฉลี่ยวันละประมาณ 26 นาที ส่วนเส้นแบ่งวันละ 2 ชั่วโมงในงานวิจัยเท่ากับสัปดาห์ละ 14 ชั่วโมง การคำนวณนี้ช่วยให้เห็นภาพเท่านั้น งานวิจัยไม่ได้เปรียบเทียบการฝึกที่คลินิกกับหอฟื้นฟูโดยตรง และบางรายอาจยังฝึกวันละ 2 ชั่วโมงไม่ไหว
สำหรับผู้ป่วยในโปรแกรมฟื้นฟูสโตรกเข้มข้นของ KIN แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูตรวจประเมินก่อนวางแผน กายภาพบำบัดวันละ 2–3 ชั่วโมง แบ่งเป็น 2–3 ครั้ง ครั้งละ 45–60 นาที ตามระดับอาการ ส่วนกิจกรรมบำบัดและการฝึกพูดกลืนกำหนดตามแผนเฉพาะบุคคล และแพทย์เข้าเยี่ยมทุกสัปดาห์เพื่อประเมินซ้ำและปรับแผน ตัวเลขจากงานวิจัยข้างต้นเป็นผลของผู้ป่วยในงานวิจัยนั้น ไม่ใช่ผลลัพธ์ของผู้ป่วย KIN ดูรายละเอียดโปรแกรมฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรกของ KIN

“ยังไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่การได้ฝึกสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วงแรกสำคัญมาก สิ่งที่ทีมทำได้คือประเมินว่าผู้ป่วยแต่ละคนพร้อมฝึกได้มากแค่ไหน แล้วค่อย ๆ เพิ่มอย่างปลอดภัย”

ฝึกเดินเป็นช่วง ๆ ภายใต้การดูแลใกล้ชิด
6. ข้อจำกัดของงานวิจัย และคำถามที่ควรถามศูนย์ฟื้นฟู
คำตอบสั้น: งานวิจัยญี่ปุ่นเป็นข้อมูลเชิงสังเกต ไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม และศึกษาเฉพาะผู้ป่วยสโตรกตีบในระบบหอฟื้นฟูของญี่ปุ่น จึงใช้เป็นหลักการอ้างอิงได้ แต่ไม่ใช่ตัวเลขรับประกันผล สิ่งที่ครอบครัวนำไปใช้ได้คือถามศูนย์ฟื้นฟูให้ชัดว่า ผู้ป่วยจะได้ฝึกจริงวันละเท่าไร และใครเป็นผู้ประเมิน
- ไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม อาจยังมีปัจจัยที่ข้อมูลเบิกจ่ายวัดไม่ได้
- เฉพาะสโตรกตีบ ที่ก่อนป่วยช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ครอบคลุมสโตรกแตกหรือผู้ที่ติดเตียงมาก่อน
- ระบบหอฟื้นฟูของญี่ปุ่น ต่างจากระบบบริการในไทย และวัดผลแค่ 60 วัน
- เส้น 2 ชั่วโมงคือเกณฑ์แบ่งกลุ่ม ไม่ใช่ตัวเลขเป้าหมายที่พิสูจน์แล้ว
คำถามที่ควรถามศูนย์ฟื้นฟู ผู้ป่วยจะได้ฝึกจริงวันละกี่ชั่วโมง (ไม่นับเวลารอ) · ใครประเมินและกำหนดปริมาณการฝึก · มีกิจกรรมบำบัดและฝึกพูดกลืนด้วยไหม · วัดความคืบหน้าบ่อยแค่ไหน · ถ้ายังฝึกได้ไม่นานจะค่อย ๆ เพิ่มอย่างไร
ติดต่อสอบถาม | ปรึกษาและเยี่ยมชมฟรี
ปรึกษาแผนฟื้นฟูหลังสโตรกฟรี · นัดเยี่ยมชมศูนย์ได้ทุกวัน 09:00–18:00 น.
สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669
คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN
ผู้ป่วยสโตรกควรทำกายภาพวันละกี่ชั่วโมง
ยังไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน งานวิจัยญี่ปุ่นในผู้ป่วยสโตรกตีบ 6,259 ราย พบว่ากลุ่มที่ฝึกฟื้นฟูเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไปในเดือนแรก กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าราว 15 จุดเปอร์เซ็นต์ ปริมาณของแต่ละคนต้องให้ทีมรักษาประเมินค่ะ
ทำกายภาพวันละกี่ครั้งดี ครั้งเดียวนาน ๆ หรือแบ่งหลายครั้ง
งานวิจัยในผู้ป่วยสโตรกตีบเฉียบพลันอายุ 60 ปีขึ้นไปพบว่ากลุ่มที่แบ่งฝึกหลายครั้งต่อวันมีผลลัพธ์ดีกว่า จึงนิยมแบ่งเวลาฝึกเป็นหลายช่วงไม่ให้ผู้ป่วยล้าเกินไป จำนวนครั้งขึ้นกับความพร้อมของแต่ละคนค่ะ
ตัวเลข 15.3 จุดเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าอย่างไร
คือส่วนต่างระหว่างสองกลุ่ม ในผู้ป่วย 100 คน กลุ่มที่ฝึกมากกว่ากลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าราว 15 คน เป็นค่าประมาณทางสถิติ ไม่ได้แปลว่าแต่ละคนจะดีขึ้นร้อยละ 15 และไม่ใช่การรับประกันผลค่ะ
ผู้ป่วยที่ยังช่วยตัวเองได้น้อย ควรฝึกเข้มข้นไหม
ยังต้องฟื้นฟูค่ะ งานวิจัยพบว่าผู้ที่ยังพอทำกิจวัตรได้บ้างได้ประโยชน์มากกว่าค่าเฉลี่ย แต่ไม่ได้บอกว่าผู้ที่ช่วยตัวเองได้น้อยไม่ได้ประโยชน์ ทีมรักษาจะประเมินแล้วกำหนดเป้าหมายและความเข้มให้เหมาะกับแต่ละคน
เป็นสโตรกมานานแล้ว ฝึกตอนนี้ยังได้ผลไหม
ยังฝึกได้ค่ะ บทความทบทวนในวารสาร Stroke ปี 2569 ไม่ได้บอกว่าหมดโอกาส แต่ถ้าเริ่มในระยะเรื้อรัง ต้องฝึกมากกว่ามากจึงได้ผลใกล้เคียงการฝึกในช่วงแรก การเริ่มให้เร็วเมื่อแพทย์ประเมินว่าพร้อมจึงสำคัญ
ไปกายภาพที่คลินิกสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง เพียงพอไหม
ขึ้นกับอาการและเป้าหมายของแต่ละราย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง เฉลี่ยวันละประมาณ 26 นาที ขณะที่งานวิจัยญี่ปุ่นใช้เส้นแบ่งวันละ 2 ชั่วโมง แต่งานวิจัยไม่ได้เปรียบเทียบกับการฝึกที่คลินิกโดยตรง ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูค่ะ
- Heterogeneity in the Effectiveness of Rehabilitation Dose on Activities of Daily Living in Post-Acute Stroke: Target Trial Emulation — Tani T และคณะ วารสาร JAMDA พ.ศ. 2569
- Update on Rehabilitation After Stroke: Global Changes and the Continued Importance of Therapy Intensity, Dose, and Timing — Teasell R และคณะ วารสาร Stroke พ.ศ. 2569
- Effects of evidence-based early mobilization on prognostic outcomes in older patients with acute ischemic stroke — วารสาร Frontiers in Public Health พ.ศ. 2569

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854 แพทย์ประจำคิน | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: ก.ย. พ.ศ. 2569 | บทความนี้ให้ข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย ตัวเลขงานวิจัยไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์