ผู้ป่วยสโตรกควรทำกายภาพวันละกี่ชั่วโมง? ข้อมูลผู้ป่วย 6,259 รายจากญี่ปุ่นบอกอะไร

ผู้ป่วยสโตรกควรทำกายภาพวันละกี่ชั่วโมง? ข้อมูลผู้ป่วย 6,259 รายจากญี่ปุ่นบอกอะไร
ข้อมูลผู้ป่วยสโตรกตีบ 6,259 รายจากญี่ปุ่นพบว่า การฝึกฟื้นฟูเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไปในเดือนแรก สัมพันธ์กับโอกาสกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น แต่ได้ผลไม่เท่ากันทุกคน อ่านว่าใครได้ประโยชน์มากที่สุด ทำไมควรเริ่มเร็ว และข้อจำกัดของงานวิจัย
โรคหลอดเลือดสมอง | งานวิจัยการฟื้นฟู 2569

ผู้ป่วยสโตรกควรทำกายภาพวันละกี่ชั่วโมง?
ข้อมูลผู้ป่วย 6,259 รายจากญี่ปุ่นบอกอะไร

คำถามที่ครอบครัวถามบ่อยหลังผู้ป่วยสโตรกออกจากโรงพยาบาลคือ ต้องฝึกมากแค่ไหนถึงจะพอ งานวิจัยจากญี่ปุ่นปี 2569 ใช้ข้อมูลผู้ป่วยระดับประเทศช่วยตอบคำถามนี้ได้ชัดขึ้น

เขียนโดย: พว.อรฤทัย บุญตวง ว.5311192883|ตรวจสอบโดย: พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854|อัปเดต: ก.ย. พ.ศ. 2569|อ่าน 8 นาที
ข้อมูลผู้ป่วยสโตรกตีบ
6,259 ราย
ฐานข้อมูลระดับประเทศของญี่ปุ่น
เส้นแบ่งในงานวิจัย
ฝึกฟื้นฟูวันละ 2 ชม. ขึ้นไป
เฉลี่ยตลอด 30 วันแรกในหอฟื้นฟู
ช่วยเหลือตัวเองได้ที่ 60 วัน
สูงกว่าราว 15 จุดเปอร์เซ็นต์
ค่าประมาณทางสถิติ ไม่ใช่ผลรายบุคคล
ได้ประโยชน์มากที่สุด
ผู้ที่ยังพอทำกิจวัตรได้บ้าง
ตอนย้ายเข้าหอฟื้นฟู

หลังพ้นช่วงวิกฤต ผู้ป่วยสโตรกจำนวนมากยังลุกยืน เดิน หรือดูแลตัวเองไม่ได้ คำถามที่ตามมาคือ ควรฝึกวันละเท่าไร บทความนี้สรุปจากงานวิจัยปี 2569 สองชิ้น คือข้อมูลผู้ป่วยระดับประเทศของญี่ปุ่นในวารสาร JAMDA และบทความทบทวนในวารสาร Stroke โดยแยกให้ชัดว่าส่วนไหนเป็นข้อค้นพบ และส่วนไหนที่ยังไม่มีใครรู้คำตอบ

ครอบคลุมการฟื้นฟูหลังพ้นระยะเฉียบพลัน ปริมาณการฝึกของแต่ละรายต้องให้แพทย์และนักกายภาพบำบัดประเมิน

นักกายภาพบำบัดฝึกผู้ป่วยหลังสโตรกลุกยืนจากเก้าอี้ซ้ำหลายรอบ ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

การฝึกลุกยืนซ้ำหลายรอบอย่างถูกท่า เป็นส่วนหนึ่งของเวลาฝึกฟื้นฟูในแต่ละวัน

เนื้อหาในบทความนี้

1. ปริมาณการฟื้นฟูคืออะไร2. งานวิจัย 6,259 ราย พบอะไร3. ใครได้ประโยชน์มากที่สุด4. ทำไมเริ่มเร็วจึงได้เปรียบ5. วันละกี่ครั้ง แบ่งเวลาอย่างไร6. ข้อจำกัด และคำถามที่ควรถามศูนย์

1. ปริมาณการฟื้นฟูคืออะไร ทำไมต้องนับเป็นชั่วโมง

คำตอบสั้น: ปริมาณการฟื้นฟูคือเวลาที่ผู้ป่วยได้ฝึกจริงในแต่ละวัน เช่น ฝึกลุกยืน ฝึกเดิน ฝึกใช้มือทำกิจวัตร หรือฝึกพูดและกลืน งานวิจัยนิยมนับเป็นชั่วโมงต่อวัน เพราะการฟื้นตัวของการเคลื่อนไหวหลังสโตรกอาศัยการฝึกซ้ำอย่างมีเป้าหมาย

หลังสโตรก สมองมีความสามารถปรับตัวและสร้างเส้นทางการทำงานใหม่ (neuroplasticity) ซึ่งต้องอาศัยการฝึกซ้ำ การลุกยืนเองครั้งเดียวต่อวันจึงต่างจากการได้ฝึกลุกยืนซ้ำหลายรอบอย่างถูกท่ากับนักบำบัด

นับอะไรเป็นชั่วโมงฝึก งานวิจัยญี่ปุ่นนับเวลาการฟื้นฟูโดยรวม (rehabilitation therapy) ไม่ได้ระบุว่าเป็นกายภาพบำบัดอย่างเดียว ครอบครัวควรนับเฉพาะเวลาที่ผู้ป่วยได้ฝึกจริงกับทีมบำบัด ไม่ใช่เวลาที่อยู่ในศูนย์ทั้งวัน

2. งานวิจัยญี่ปุ่น 6,259 ราย ทำอะไร และพบอะไร

คำตอบสั้น: ทีมผู้วิจัยซึ่งส่วนใหญ่มาจากคณะกรรมการส่งเสริมการวิจัยของสมาคมกายภาพบำบัดระบบประสาทญี่ปุ่น ใช้ข้อมูลผู้ป่วยสโตรกตีบระดับประเทศ 6,259 ราย เทียบกลุ่มที่ได้ฝึกฟื้นฟูเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไปในเดือนแรกหลังย้ายเข้าหอฟื้นฟู กับกลุ่มที่ฝึกน้อยกว่า พบว่ากลุ่มที่ฝึกมากกว่ามีสัดส่วนผู้ที่กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้สูงกว่าราว 15 จุดเปอร์เซ็นต์

หัวข้อรายละเอียดจากงานวิจัย
ข้อมูลฐานข้อมูลเบิกจ่ายระดับประเทศของญี่ปุ่น · วารสาร JAMDA ปี 2569
ผู้ป่วยสโตรกตีบ 6,259 ราย ก่อนป่วยช่วยเหลือตัวเองได้ ตอนแรกรับเดินเองไม่ได้ ย้ายเข้าหอฟื้นฟูภายใน 30 วัน
เปรียบเทียบฝึกฟื้นฟูเฉลี่ยวันละ 2 ชม. ขึ้นไป กับน้อยกว่า 2 ชม. ตลอด 30 วันแรกในหอฟื้นฟู
ผลที่วัดกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ (mRS 0–2) ที่ 60 วัน
ผลเฉลี่ยสูงกว่า 15.3 จุดเปอร์เซ็นต์ (95% CI 12.6–18.0)

ตัวเลขคัดจากบทคัดย่อของงานวิจัย

mRS 0–2 คือระดับที่อาจยังมีอาการหลงเหลือ แต่ดูแลกิจวัตรของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีคนช่วยตลอด ผู้วิจัยใช้วิธีทางสถิติที่เลียนแบบการทดลอง (target trial emulation) แต่ก็ยังไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม

อ่านตัวเลข 15.3 ให้ถูก คือส่วนต่างระหว่างสองกลุ่ม คิดง่าย ๆ ว่าในผู้ป่วย 100 คน กลุ่มที่ฝึกมากกว่ากลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าราว 15 คน ไม่ได้แปลว่าแต่ละคนจะดีขึ้นร้อยละ 15 และไม่ใช่การรับประกันผลรายบุคคล

3. ใครได้ประโยชน์จากการฝึกเข้มข้นมากที่สุด

คำตอบสั้น: ผู้ที่ตอนย้ายเข้าหอฟื้นฟูยังพอทำกิจวัตรบางด้านได้ เช่น การดูแลตัวเอง การเคลื่อนไหว หรือการควบคุมการขับถ่าย ได้ประโยชน์จากการฝึกเข้มข้นมากกว่าค่าเฉลี่ย โดยผลวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยเหล่านี้อยู่ที่ราว 23 จุดเปอร์เซ็นต์

ความสามารถตอนย้ายเข้าหอฟื้นฟู (กลุ่มที่ทำได้ดีกว่า)ส่วนต่างของสัดส่วนผู้ที่กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้
ด้านการดูแลตัวเอง23.7 จุดเปอร์เซ็นต์ (95% CI 19.6–27.6)
ด้านการเคลื่อนไหว23.8 จุดเปอร์เซ็นต์ (95% CI 18.9–28.7)
ด้านการควบคุมการขับถ่าย22.8 จุดเปอร์เซ็นต์ (95% CI 18.9–27.2)

ปัจจัยอื่นที่ทำให้ผลต่างกัน: เพศ อายุ ระดับการช่วยเหลือตัวเองก่อนป่วย และจำนวนวันนอนโรงพยาบาลช่วงเฉียบพลัน

นักกิจกรรมบำบัดฝึกผู้ป่วยหลังสโตรกตักอาหารและถือแก้วด้วยตัวเอง ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

การกินอาหารด้วยตัวเองเป็นกิจวัตรด้านการดูแลตัวเอง

ไม่ได้แปลว่าผู้ที่ช่วยตัวเองได้น้อยไม่ควรฝึก งานวิจัยบอกว่าผลไม่เท่ากันในแต่ละคน ไม่ได้บอกว่าผู้ที่ยังช่วยตัวเองได้น้อยไม่ได้ประโยชน์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังต้องฟื้นฟูต่อเนื่อง แต่เป้าหมายอาจต่างออกไป การประเมินความสามารถแต่ละด้านตั้งแต่วันแรกจึงสำคัญพอ ๆ กับจำนวนชั่วโมงที่ฝึก

4. ทำไมเริ่มฟื้นฟูเร็วจึงได้เปรียบ

คำตอบสั้น: บทความทบทวนในวารสาร Stroke ปี 2569 สรุปว่าจังหวะเวลาสำคัญไม่แพ้ปริมาณ ถ้าเริ่มฝึกในระยะเรื้อรังซึ่งสมองปรับตัวได้น้อยลงแล้ว ต้องฝึกมากกว่ามากจึงจะได้ผลใกล้เคียงกับการฝึกแบบเดียวกันในช่วงแรก

บทความทบทวนของ Teasell และคณะ พบว่างานวิจัยแบบสุ่มด้านฟื้นฟูสโตรกเกินครึ่งทำในระยะเรื้อรัง ผู้เขียนย้ำว่าความเข้มและปริมาณการฝึกยังสำคัญ แต่ปริมาณที่เหมาะที่สุดยังไม่แน่ชัด

ข้อคิดที่ครอบครัวนำไปใช้ได้ ไม่ควรรอให้ผู้ป่วย “แข็งแรงก่อน” เมื่อแพทย์ประเมินว่าพร้อม ควรเริ่มฟื้นฟูต่อเนื่องตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล อ่านเรื่องช่วงเวลาที่ควรเริ่มได้ที่ บทความ Stroke ต้องเริ่มกายภาพภายในกี่วัน

เป็นมานานแล้ว ยังฟื้นฟูได้ไหม ยังฝึกได้ บทความทบทวนไม่ได้บอกว่าหมดโอกาส แต่ต้องใช้ปริมาณการฝึกมากกว่า อ่านต่อที่ บทความ Stroke เป็นมานานแล้วฟื้นได้ไหม และภาพรวมโอกาสฟื้นตัวที่ บทความ Stroke รักษาหายไหม

แพทย์ประเมินแรงบีบมือของผู้ป่วยหลังออกจากโรงพยาบาลร่วมกับพยาบาลและครอบครัว ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ประเมินความพร้อมตั้งแต่ช่วงแรกหลังออกจากโรงพยาบาล

5. วันละกี่ครั้ง และควรแบ่งเวลาฝึกอย่างไร

คำตอบสั้น: งานวิจัยญี่ปุ่นวัดเวลารวมต่อวัน ไม่ได้บอกว่าต้องแบ่งกี่ครั้ง แต่มีงานวิจัยในผู้ป่วยสโตรกตีบเฉียบพลันอายุ 60 ปีขึ้นไปที่พบว่า การแบ่งฝึกเป็นหลายครั้งต่อวันสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีกว่าการฝึกวันละครั้ง ในทางปฏิบัติจึงนิยมแบ่งเวลาฝึกเป็นหลายช่วง เพื่อให้ได้ปริมาณมากพอโดยผู้ป่วยไม่ล้าเกินไป

งานวิจัยในวารสาร Frontiers in Public Health ปี 2569 ในผู้ป่วย 177 ราย พบว่ากลุ่มที่เริ่มขยับเร็วกว่าและแบ่งฝึกเฉลี่ยวันละ 2.1 ครั้ง ฟื้นตัวถึงระดับช่วยเหลือตัวเองได้ร้อยละ 54.9 เทียบกับร้อยละ 34.9 งานนี้ศึกษาย้อนหลังในช่วงเฉียบพลันที่โรงพยาบาล ครั้งละราว 15 นาที จึงใช้ได้ในฐานะหลักการเท่านั้น

คิดเวลาฝึกเฉลี่ยต่อวันแบบง่าย ฝึกสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง = 3 ชั่วโมงหารด้วย 7 วัน เฉลี่ยวันละประมาณ 26 นาที ส่วนเส้นแบ่งวันละ 2 ชั่วโมงในงานวิจัยเท่ากับสัปดาห์ละ 14 ชั่วโมง การคำนวณนี้ช่วยให้เห็นภาพเท่านั้น งานวิจัยไม่ได้เปรียบเทียบการฝึกที่คลินิกกับหอฟื้นฟูโดยตรง และบางรายอาจยังฝึกวันละ 2 ชั่วโมงไม่ไหว

สำหรับผู้ป่วยในโปรแกรมฟื้นฟูสโตรกเข้มข้นของ KIN แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูตรวจประเมินก่อนวางแผน กายภาพบำบัดวันละ 2–3 ชั่วโมง แบ่งเป็น 2–3 ครั้ง ครั้งละ 45–60 นาที ตามระดับอาการ ส่วนกิจกรรมบำบัดและการฝึกพูดกลืนกำหนดตามแผนเฉพาะบุคคล และแพทย์เข้าเยี่ยมทุกสัปดาห์เพื่อประเมินซ้ำและปรับแผน ตัวเลขจากงานวิจัยข้างต้นเป็นผลของผู้ป่วยในงานวิจัยนั้น ไม่ใช่ผลลัพธ์ของผู้ป่วย KIN ดูรายละเอียดโปรแกรมฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรกของ KIN

พว.อรฤทัย บุญตวง ว.5311192883

“ยังไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่การได้ฝึกสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วงแรกสำคัญมาก สิ่งที่ทีมทำได้คือประเมินว่าผู้ป่วยแต่ละคนพร้อมฝึกได้มากแค่ไหน แล้วค่อย ๆ เพิ่มอย่างปลอดภัย”

พว.อรฤทัย บุญตวง ว.5311192883 — พยาบาลวิชาชีพ KIN Rehabilitation & Homecare
นักกายภาพบำบัดฝึกเดินกับผู้ป่วยหลังสโตรกที่ใช้ไม้เท้าสี่ขาโดยใส่เข็มขัดพยุง ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ฝึกเดินเป็นช่วง ๆ ภายใต้การดูแลใกล้ชิด

6. ข้อจำกัดของงานวิจัย และคำถามที่ควรถามศูนย์ฟื้นฟู

คำตอบสั้น: งานวิจัยญี่ปุ่นเป็นข้อมูลเชิงสังเกต ไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม และศึกษาเฉพาะผู้ป่วยสโตรกตีบในระบบหอฟื้นฟูของญี่ปุ่น จึงใช้เป็นหลักการอ้างอิงได้ แต่ไม่ใช่ตัวเลขรับประกันผล สิ่งที่ครอบครัวนำไปใช้ได้คือถามศูนย์ฟื้นฟูให้ชัดว่า ผู้ป่วยจะได้ฝึกจริงวันละเท่าไร และใครเป็นผู้ประเมิน

  • ไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม อาจยังมีปัจจัยที่ข้อมูลเบิกจ่ายวัดไม่ได้
  • เฉพาะสโตรกตีบ ที่ก่อนป่วยช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ครอบคลุมสโตรกแตกหรือผู้ที่ติดเตียงมาก่อน
  • ระบบหอฟื้นฟูของญี่ปุ่น ต่างจากระบบบริการในไทย และวัดผลแค่ 60 วัน
  • เส้น 2 ชั่วโมงคือเกณฑ์แบ่งกลุ่ม ไม่ใช่ตัวเลขเป้าหมายที่พิสูจน์แล้ว

คำถามที่ควรถามศูนย์ฟื้นฟู ผู้ป่วยจะได้ฝึกจริงวันละกี่ชั่วโมง (ไม่นับเวลารอ) · ใครประเมินและกำหนดปริมาณการฝึก · มีกิจกรรมบำบัดและฝึกพูดกลืนด้วยไหม · วัดความคืบหน้าบ่อยแค่ไหน · ถ้ายังฝึกได้ไม่นานจะค่อย ๆ เพิ่มอย่างไร

ติดต่อสอบถาม | ปรึกษาและเยี่ยมชมฟรี

ปรึกษาแผนฟื้นฟูหลังสโตรกฟรี · นัดเยี่ยมชมศูนย์ได้ทุกวัน 09:00–18:00 น.

KIN Medical Hub ลาดพร้าว 71

LINE KIN ลาดพร้าว 71โทร KIN ลาดพร้าว 71 091-803-3071

โรงพยาบาลกายภาพบำบัด KIN สุขุมวิท 107

LINE KIN สุขุมวิท 107โทร KIN สุขุมวิท 107 065-909-2599

KIN ศูนย์ฟื้นฟู พัทยา

LINE KIN พัทยาโทร KIN พัทยา 082-213-9976

KIN ศูนย์ฟื้นฟู ราชพฤกษ์

LINE KIN ราชพฤกษ์โทร KIN ราชพฤกษ์ 065-384-5494

KIN รามคำแหง 24 จองสิทธิ์ก่อนเปิด 1 พ.ย. 2569

LINE KIN รามคำแหง 24โทร KIN รามคำแหง 24 091-803-3071

KIN ศาลายา จองสิทธิ์ก่อนเปิด 1 ธ.ค. 2569

LINE KIN ศาลายาโทร KIN ศาลายา 091-803-3071

สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669

คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN

ผู้ป่วยสโตรกควรทำกายภาพวันละกี่ชั่วโมง

ยังไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน งานวิจัยญี่ปุ่นในผู้ป่วยสโตรกตีบ 6,259 ราย พบว่ากลุ่มที่ฝึกฟื้นฟูเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมงขึ้นไปในเดือนแรก กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าราว 15 จุดเปอร์เซ็นต์ ปริมาณของแต่ละคนต้องให้ทีมรักษาประเมินค่ะ

ทำกายภาพวันละกี่ครั้งดี ครั้งเดียวนาน ๆ หรือแบ่งหลายครั้ง

งานวิจัยในผู้ป่วยสโตรกตีบเฉียบพลันอายุ 60 ปีขึ้นไปพบว่ากลุ่มที่แบ่งฝึกหลายครั้งต่อวันมีผลลัพธ์ดีกว่า จึงนิยมแบ่งเวลาฝึกเป็นหลายช่วงไม่ให้ผู้ป่วยล้าเกินไป จำนวนครั้งขึ้นกับความพร้อมของแต่ละคนค่ะ

ตัวเลข 15.3 จุดเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าอย่างไร

คือส่วนต่างระหว่างสองกลุ่ม ในผู้ป่วย 100 คน กลุ่มที่ฝึกมากกว่ากลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากกว่าราว 15 คน เป็นค่าประมาณทางสถิติ ไม่ได้แปลว่าแต่ละคนจะดีขึ้นร้อยละ 15 และไม่ใช่การรับประกันผลค่ะ

ผู้ป่วยที่ยังช่วยตัวเองได้น้อย ควรฝึกเข้มข้นไหม

ยังต้องฟื้นฟูค่ะ งานวิจัยพบว่าผู้ที่ยังพอทำกิจวัตรได้บ้างได้ประโยชน์มากกว่าค่าเฉลี่ย แต่ไม่ได้บอกว่าผู้ที่ช่วยตัวเองได้น้อยไม่ได้ประโยชน์ ทีมรักษาจะประเมินแล้วกำหนดเป้าหมายและความเข้มให้เหมาะกับแต่ละคน

เป็นสโตรกมานานแล้ว ฝึกตอนนี้ยังได้ผลไหม

ยังฝึกได้ค่ะ บทความทบทวนในวารสาร Stroke ปี 2569 ไม่ได้บอกว่าหมดโอกาส แต่ถ้าเริ่มในระยะเรื้อรัง ต้องฝึกมากกว่ามากจึงได้ผลใกล้เคียงการฝึกในช่วงแรก การเริ่มให้เร็วเมื่อแพทย์ประเมินว่าพร้อมจึงสำคัญ

ไปกายภาพที่คลินิกสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง เพียงพอไหม

ขึ้นกับอาการและเป้าหมายของแต่ละราย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง เฉลี่ยวันละประมาณ 26 นาที ขณะที่งานวิจัยญี่ปุ่นใช้เส้นแบ่งวันละ 2 ชั่วโมง แต่งานวิจัยไม่ได้เปรียบเทียบกับการฝึกที่คลินิกโดยตรง ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูค่ะ

เขียนและตรวจสอบโดย
พว.อรฤทัย บุญตวง ว.5311192883
พยาบาลวิชาชีพ KIN Rehabilitation & Homecare

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854 แพทย์ประจำคิน | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: ก.ย. พ.ศ. 2569 | บทความนี้ให้ข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย ตัวเลขงานวิจัยไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์

Tags: กายภาพบำบัด ฟื้นฟูสโตรก งานวิจัย ปริมาณการฟื้นฟู