ตื่นมาปากเบี้ยว แขนอ่อนแรง Wake-up Stroke นับเวลาอย่างไร และยังรักษาทันหรือไม่

ตื่นมาปากเบี้ยว แขนอ่อนแรง Wake-up Stroke นับเวลาอย่างไร และยังรักษาทันหรือไม่
โรคหลอดเลือดสมอง | ระยะเฉียบพลัน 2569

ตื่นมาปากเบี้ยว แขนอ่อนแรง
Wake-up Stroke นับเวลาอย่างไร และยังรักษาทันหรือไม่

ผู้ป่วยสโตรกขาดเลือดราว 1 ใน 5 เกิดอาการขณะหลับ จึงไม่มีใครรู้เวลาเริ่มต้นจริง บทความนี้อธิบายว่าทีมแพทย์นับเวลาจากอะไร เกินกรอบเวลาแล้วยังเหลือทางเลือกใด และครอบครัวเตรียมอะไรไปได้บ้าง

เขียนโดย: กภ.อเนชา โหราศาสตร์ ก.9685|ตรวจสอบโดย: พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854|อัปเดต: ก.ย. พ.ศ. 2569|อ่าน 9 นาที
พบบ่อยแค่ไหน
14 - 20%
ของสโตรกขาดเลือดเกิดขณะหลับ
นาฬิกาที่แพทย์ใช้
Last Known Well
เวลาสุดท้ายที่เห็นว่ายังปกติ
กรอบเวลาที่ขยายได้
สูงสุด 24 ชม.
เฉพาะรายที่ภาพสมองผ่านเกณฑ์
สิ่งที่ต้องทำทันที
โทร 1669
อย่ารอดูอาการอยู่ที่บ้าน

คำถามที่ห้องฉุกเฉินได้ยินซ้ำที่สุดจากญาติคือ “เข้านอนสี่ทุ่มยังปกติดี ตื่นหกโมงเช้ามาปากเบี้ยวแล้ว แบบนี้เกินเวลาหรือยัง” ภาวะนี้เรียกว่า Wake-up Stroke คือพบอาการตอนตื่นโดยไม่ทราบเวลาเริ่มที่แน่ชัด บทความนี้อธิบายหลักการนับเวลาที่ทีมแพทย์ใช้จริง งานวิจัยที่เปลี่ยนแนวทางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 และสิ่งที่ครอบครัวทำได้

ถ้ากำลังมีอาการอยู่ตอนนี้ ให้โทร 1669 ก่อนอ่านต่อ เนื้อหานี้ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัยด้วยตนเอง การประเมินว่าใครรักษาด้วยวิธีใดได้ เป็นหน้าที่ของทีมแพทย์ที่มีภาพสมองอยู่ตรงหน้า

ผู้สูงอายุตื่นนอนตอนเช้าแล้วรู้สึกแขนอ่อนแรง Wake-up Stroke ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

อาการที่พบตอนตื่น ไม่ได้แปลว่าเพิ่งเริ่มเป็นตอนตื่น

เนื้อหาในบทความนี้

1. Wake-up Stroke คืออะไร2. นาฬิกาที่แพทย์ใช้จริง3. เกินเวลาแล้วหมดหวังไหม4. สโตรกหรือใบหน้าอ่อนแรง5. โทร 1669 ก่อน แล้วเตรียม 5 อย่าง6. พ้นวิกฤตแล้วฟื้นฟูอย่างไร

1. Wake-up Stroke คืออะไร และพบบ่อยแค่ไหน

คำตอบสั้น: Wake-up Stroke คือโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นขณะผู้ป่วยหลับ และมาพบอาการตอนตื่น พบราวร้อยละ 14 ถึง 20 ของสโตรกขาดเลือดทั้งหมด สิ่งที่ทำให้ต่างจากเคสทั่วไปคือไม่มีพยานเห็นจุดเริ่ม จึงต้องใช้ภาพสมองเข้ามาช่วยประเมินแทนการถามเวลา

เมื่ออาการเกิดตอนกลางวัน ญาติมักบอกได้ว่า “ช้อนหลุดมือตอนบ่ายสองโมงสิบนาที” เพราะการรักษาระยะเฉียบพลันผูกกับเวลาโดยตรง แต่เมื่ออาการเกิดขณะหลับ สิ่งที่ญาติรู้มีเพียงเวลาที่เห็นว่ายังปกติครั้งสุดท้าย กับเวลาที่ตื่นมาพบอาการ ระหว่างสองจุดนี้คือช่องว่างที่ไม่มีใครตอบได้

การศึกษาประชากรในเขต Greater Cincinnati สหรัฐอเมริกา ในวารสาร Neurology พ.ศ. 2554 พบ ร้อยละ 14.3 ส่วนทะเบียนสโตรกแห่งชาติของนอร์เวย์ ข้อมูลปี พ.ศ. 2555 ถึง 2562 ซึ่งนับรวมทั้งชนิดขาดเลือดและเลือดออก 60,320 เหตุการณ์ พบ ร้อยละ 19.0 และเมื่อคิดเฉพาะชนิดขาดเลือดได้ราวร้อยละ 19.8 จึงไม่ใช่กรณีหายาก

อีกประเด็นที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ เวลาที่พบอาการไม่เท่ากับเวลาที่เริ่มเป็น และในทางกลับกัน การหลับไปแปดชั่วโมงก็ไม่ได้แปลว่าสมองขาดเลือดมาแล้วแปดชั่วโมง งานที่ใช้ภาพสมองตรวจกลุ่มนี้พบว่าผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเพิ่งเกิดโรคก่อนตื่นไม่นาน การรีบไปโรงพยาบาลจึงคุ้มค่าเสมอ แม้ตัวเลขบนนาฬิกาจะดูเกินกรอบเวลาไปแล้ว

2. นาฬิกาที่แพทย์ใช้จริงคือ Last Known Well

คำตอบสั้น: Last Known Well คือเวลาสุดท้ายที่มีคนยืนยันได้ว่าผู้ป่วยยังเป็นปกติ ทีมแพทย์เริ่มนับเวลาจากจุดนี้ ไม่ใช่จากเวลาที่ตื่นมาพบอาการ เพราะเป็นการนับที่ปลอดภัยที่สุดเมื่อยังไม่รู้ว่าโรคเริ่มเมื่อใด

คำว่า Last Known Well แปลตรงตัวว่าเวลาสุดท้ายที่รู้ว่ายังดีอยู่ เช่น ผู้ป่วยคุยโทรศัพท์กับลูกตอนสามทุ่มครึ่งแล้วเข้านอน เวลาสามทุ่มครึ่งคือค่านี้ ไม่ใช่หกโมงเช้าที่ลูกมาเรียกแล้วพบว่าปากเบี้ยว บทความสุขภาพภาษาไทยจำนวนมากใช้คำว่า “เวลาเริ่มมีอาการ” ซึ่งชวนให้เข้าใจว่านับจากตอนตื่น เป็นความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ครอบครัวประเมินสถานการณ์ผิด

เหตุผลที่ต้องนับแบบระวังไว้ก่อนคือความปลอดภัย ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำมีประโยชน์ชัดเจนเมื่อให้เร็ว แต่ความเสี่ยงเลือดออกในสมองจะเพิ่มขึ้นเมื่อเนื้อสมองบางส่วนตายไปแล้ว ถ้านับจากเวลาตื่นทั้งที่โรคอาจเริ่มมาหลายชั่วโมง ก็เท่ากับประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความจริง การตั้งต้นที่ Last Known Well จึงปลอดภัยกว่า แล้วค่อยใช้ภาพสมองมาเปิดทางเพิ่มทีหลัง สิ่งที่ครอบครัวทำได้ทันทีคือช่วยกันนึกให้ได้ว่าเห็นท่านปกติครั้งสุดท้ายกี่โมง อ้างอิงเหตุการณ์ที่จำง่าย เช่น ละครจบตอนไหน กินยามื้อสุดท้ายตอนไหน เป็นคำถามแรกที่ทีมแพทย์ถามเสมอ

3. เกินกรอบเวลาแล้วหมดทางรักษาจริงหรือไม่

คำตอบสั้น: ไม่จริงเสมอไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา งานวิจัยหลายชิ้นแสดงว่าผู้ป่วยที่ไม่ทราบเวลาเริ่มอาการบางราย ยังได้ประโยชน์จากการรักษา หากภาพสมองบ่งชี้ว่ายังมีเนื้อสมองที่ช่วยได้ กรอบเวลาที่พิจารณาได้ขยายถึง 24 ชั่วโมง ในบางเงื่อนไข แต่ไม่ใช่ทุกคนและไม่ใช่ทุกโรงพยาบาล

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการศึกษา WAKE-UP ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine พ.ศ. 2561 ศึกษาผู้ป่วย 503 ราย ที่ไม่ทราบเวลาเริ่มอาการ คัดเลือกด้วยภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ DWI-FLAIR mismatch ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งชี้ว่ารอยโรคน่าจะเพิ่งเกิดไม่นาน ผลที่ 90 วัน ผู้ป่วยที่ผลลัพธ์ดีมากอยู่ที่ ร้อยละ 53.3 ในกลุ่มที่ได้ยา เทียบกับ ร้อยละ 41.8 ในกลุ่มยาหลอก

งาน EXTEND (NEJM พ.ศ. 2562) ศึกษาผู้ป่วย 225 ราย ในกรอบเวลา 4.5 ถึง 9 ชั่วโมง และกลุ่มที่เกิดอาการขณะหลับซึ่งนับภายใน 9 ชั่วโมงจากกึ่งกลางช่วงหลับ ไม่ใช่จากเวลาเข้านอน คัดเลือกด้วยภาพเพอร์ฟิวชัน ได้ผลลัพธ์ดีมากที่ ร้อยละ 35.4 เทียบกับ ร้อยละ 29.5 ส่วนการใช้สายสวนลากลิ่มเลือดในผู้ที่มีหลอดเลือดใหญ่อุดตัน งาน DAWN (206 ราย กรอบ 6 ถึง 24 ชั่วโมง) พบผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ร้อยละ 49 เทียบกับ ร้อยละ 13 และงาน DEFUSE 3 (182 ราย กรอบ 6 ถึง 16 ชั่วโมง) พบ ร้อยละ 45 เทียบกับ ร้อยละ 17

อ่านให้ครบทั้งสองด้าน: งาน THAWS จากประเทศญี่ปุ่น (วารสาร Stroke พ.ศ. 2563 จำนวน 131 ราย) ใช้เกณฑ์ภาพสมองแบบเดียวกัน แต่ขนาดยาต่ำกว่า ไม่พบความแตกต่าง ระหว่างสองกลุ่ม และงานที่ได้ผลบวกหลายชิ้นถูกหยุดก่อนกำหนดจึงมีขนาดตัวอย่างเล็กกว่าแผน นอกจากนี้การรักษาในช่วงเวลาขยายมาพร้อมความเสี่ยง งาน TRACE-III (NEJM พ.ศ. 2567) ศึกษาผู้ป่วย 516 ราย ที่มีหลอดเลือดใหญ่อุดตันและเข้าไม่ถึงการลากลิ่มเลือด กลุ่มที่ได้ยาในช่วง 4.5 ถึง 24 ชั่วโมงมีผลลัพธ์ดีมากร้อยละ 33.0 เทียบกับร้อยละ 24.2 แต่เลือดออกในสมองที่มีอาการอยู่ที่ร้อยละ 3.0 เทียบกับร้อยละ 0.8 (เป็นการเทียบยากับการรักษามาตรฐานในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เทียบให้ยาเร็วกับให้ยาช้า) ข้อมูลชุดนี้จึงหมายความว่า “ยังมีโอกาส” ไม่ได้แปลว่า “รอได้”

สิ่งที่กำหนดว่าผู้ป่วยรายหนึ่งจะเข้าเกณฑ์หรือไม่ ไม่ใช่ตัวเลขบนนาฬิกาเพียงอย่างเดียว แต่คือภาพสมองขั้นสูง เช่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบ DWI-FLAIR หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบเพอร์ฟิวชัน ซึ่งบอกได้ว่าเนื้อสมองส่วนใดตายไปแล้วและส่วนใดยังพอช่วยได้ ในประเทศไทย โรงพยาบาลที่ทำภาพสมองขั้นสูงได้ตลอด 24 ชั่วโมงส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนแพทย์ สถาบันเฉพาะทาง โรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ และโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ทั้งนี้เฉพาะการพิจารณาลากลิ่มเลือดผ่านสายสวน แนวทาง AHA และ ASA ฉบับ พ.ศ. 2569 เปิดทางให้ผู้ป่วยหลอดเลือดใหญ่อุดตันบางกลุ่มคัดเลือกจากภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พื้นฐาน ร่วมกับภาพหลอดเลือดและเกณฑ์อื่นได้ จึงไม่ใช่ว่าทุกคนต้องมีเครื่องเพอร์ฟิวชัน แต่ไม่ได้แปลว่าใช้ภาพพื้นฐานอย่างเดียวตัดสินการให้ยาได้ การโทร 1669 ให้ทีมกู้ชีพเลือกปลายทางให้ จึงดีกว่าขับรถไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเอง

ตรวจภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินสโตรกที่ไม่ทราบเวลาเริ่มอาการ ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ภาพสมองคือสิ่งที่ตัดสินแทนนาฬิกา เมื่อไม่มีใครรู้เวลาเริ่มต้น

4. ตื่นมาปากเบี้ยว เป็นสโตรกหรือใบหน้าอ่อนแรงจากเส้นประสาท

คำตอบสั้น: แยกด้วยตาเปล่าไม่ได้เสมอไป แต่มีข้อสังเกตที่ช่วยได้ คือใบหน้าอ่อนแรงจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มักกระทบใบหน้าทั้งซีกรวมถึงหน้าผากและการหลับตา และมักไม่มีแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วย หากมีแขนขาอ่อนแรงหรือพูดผิดปกติร่วม ให้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินไว้ก่อน

ความสับสนนี้ทำให้เสียเวลาบ่อยมาก เพราะทั้งสองภาวะเริ่มด้วยอาการเดียวกันคือปากเบี้ยวตอนตื่นนอน ข้อสังเกตที่ใช้ได้จริงคือ ให้ลองยักคิ้วและหลับตาปี๋ทั้งสองข้าง ในกลุ่มที่เป็นจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มักยักคิ้วข้างนั้นไม่ขึ้นและหลับตาไม่สนิท ส่วนกลุ่มที่เป็นจากโรคหลอดเลือดสมอง หน้าผากและการหลับตามักยังทำงานได้ แต่มุมปากตก และมักมีอาการอื่นร่วม

ถึงอย่างนั้น ข้อสังเกตนี้มีไว้เพื่อเล่าให้ทีมแพทย์ฟังว่าเห็นอะไร ไม่ใช่เพื่อตัดสินว่าจะโทรหรือจะรอ เพราะรอยโรคบางตำแหน่งให้ภาพที่ไม่ตรงตำรา ถ้าอาการเกิดขึ้นเฉียบพลันและเป็นข้างเดียว ให้โทร 1669 ไว้ก่อนเสมอไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหน สิ่งที่ควรเลี่ยงที่สุดคือการรอดูอาการ การนวด การประคบ หรือการซื้อยามารับประทานเอง เพราะทำให้เวลาเดินไปโดยไม่มีการประเมินภาพสมองเกิดขึ้นเลย อ่านสัญญาณเตือนฉบับเต็มได้ที่ บทความ B.E. FAST และอาการเตือนที่หายเองได้

5. โทร 1669 ก่อน แล้วค่อยเตรียม 5 อย่างนี้

คำตอบสั้น: ลำดับที่ถูกคือโทร 1669 ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยรวบรวมข้อมูลระหว่างรอรถ หรือให้ญาติอีกคนช่วยเตรียม ห้าอย่างที่ทีมแพทย์ต้องการคือ เวลาที่เห็นว่ายังปกติครั้งสุดท้าย เวลาที่พบอาการ ลักษณะอาการและข้างที่เป็น ซองยาทั้งหมดโดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือด และประวัติผ่าตัดหรือเลือดออกใน 2 ถึง 4 สัปดาห์

1เวลาที่เห็นว่ายังปกติครั้งสุดท้าย — อ้างอิงเหตุการณ์ที่จำง่าย เช่น เข้านอนหลังละครจบ ไม่ต้องแม่นเป็นนาที และไม่ต้องรอให้นึกออกก่อนโทร
2เวลาที่ตื่นมาพบอาการ และใครพบคนแรก — ทีมแพทย์ใช้สองเวลานี้คู่กัน เพื่อกำหนดว่าจะส่งตรวจภาพสมองแบบใด
3อาการที่เห็นและข้างที่เป็น — ปากเบี้ยวข้างไหน แขนขาข้างไหนอ่อนแรง พูดไม่ชัดหรือฟังไม่เข้าใจ ยักคิ้วและหลับตาได้หรือไม่
4ซองยาทั้งหมด ยกไปทั้งถุง — โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด มีผลต่อการพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือด
5ประวัติผ่าตัดหรือเลือดออกล่าสุด — อุบัติเหตุ เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือผ่าตัดใหญ่ใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เหตุผลที่ควรโทร 1669 ไม่ใช่เรื่องความเร็วบนถนนอย่างเดียว แต่เพราะทีมกู้ชีพประเมินระหว่างทางได้ แจ้งโรงพยาบาลปลายทางล่วงหน้าได้ และเลือกส่งไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพตรงกับสภาพผู้ป่วย ซึ่งอาจไม่ใช่แห่งที่ใกล้ที่สุด

โทรแล้ว ระหว่างรอรถห้ามทำสิ่งเหล่านี้: ห้ามป้อนน้ำ อาหาร หรือยาทางปากทุกชนิด รวมถึงยาแอสไพรินที่มีอยู่ที่บ้าน เพราะยังแยกไม่ได้ว่าเป็นสมองขาดเลือดหรือเลือดออกในสมอง ซึ่งยาตัวนี้อันตรายในกรณีหลัง ห้ามเจาะปลายนิ้ว ห้ามนวดหรือประคบ และให้ทำตามคำแนะนำของผู้รับสาย 1669 จนกว่าทีมจะถึง

ญาติเตรียมข้อมูลเวลาและซองยาก่อนโทรเรียกรถพยาบาล 1669 ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ข้อมูลห้าอย่างที่ญาติเตรียมได้ ช่วยให้ทีมแพทย์ตัดสินใจเร็วขึ้น

6. พ้นระยะเฉียบพลันแล้ว การฟื้นฟูเริ่มตรงไหน

คำตอบสั้น: เริ่มทันทีที่สัญญาณชีพและระบบประสาทคงที่ตามที่ทีมแพทย์ประเมิน โดยไม่ต้องรอให้แขนขากลับมามีแรงก่อน การฟื้นฟูที่ได้ผลคือแผนเฉพาะบุคคลที่มีเป้าหมายชัด วัดผลได้ และทบทวนเป็นระยะ ไม่ใช่การฝึกให้ครบจำนวนครั้ง

เมื่อผ่านช่วงวิกฤต คำถามของครอบครัวจะเปลี่ยนจาก “รอดไหม” เป็น “จะกลับมาได้แค่ไหน” คำตอบขึ้นกับตำแหน่งและขนาดของรอยโรค ความสามารถตั้งต้น โรคร่วม และความต่อเนื่องของการฝึก แนวทางฟื้นฟูของ National Institute for Health and Care Excellence ฉบับ NG236 (พ.ศ. 2566) เสนอให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูตามความต้องการอย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ โดยนับรวมทั้งกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูดและกลืน ตัวเลขนี้เป็นข้อเสนอในบริบทบริการของสหราชอาณาจักร ไม่ใช่สูตรที่ใช้ฝึกเองที่บ้าน

อีกประเด็นที่มีหลักฐานชัดเจนคือ ความเข้มข้นของการฝึกสำคัญไม่แพ้จำนวนชั่วโมง งานทดลองแบบสุ่มในวารสาร JAMA Neurology พ.ศ. 2566 ศึกษาผู้ป่วยที่เป็นสโตรกมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน จำนวน 55 คน ฝึกเดินครั้งละ 45 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง นาน 12 สัปดาห์ กลุ่มที่ฝึกหนักสลับพักเดินได้ไกลขึ้นเฉลี่ย 71 เมตรในการทดสอบเดิน 6 นาที เทียบกับ 27 เมตรในกลุ่มที่ฝึกระดับปานกลาง กลุ่มตัวอย่างยังเล็กและอยู่ภายใต้การกำกับดูแล แต่เป็นหลักฐานว่าการพ้นหกเดือนแรกไปแล้วไม่ได้แปลว่าหมดโอกาสพัฒนา

KIN เป็นศูนย์ฟื้นฟู Stroke แบบครบวงจร เน้นฟื้นฟูเป็นระบบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง โปรแกรมที่ศูนย์ทำกายภาพบำบัดวันละ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 45 ถึง 60 นาที ตามระดับอาการที่แพทย์ประเมิน ส่วนกิจกรรมบำบัดและการฝึกพูดและกลืน กำหนดตามแผนเฉพาะบุคคล โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์โรคหลอดเลือดสมอง และแพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุร่วมกำกับ พร้อมแพทย์เข้าเยี่ยมทุกสัปดาห์เพื่อประเมินซ้ำและปรับแผน ดูรายละเอียดได้ที่ หน้าโปรแกรมฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง และ หน้า Golden Period ส่วนกรณีที่ผู้ป่วยเป็นเลือดออกในสมอง อ่านต่อได้ที่ บทความเลือดออกในสมอง ผ่าหรือไม่ผ่า

กภ.อเนชา โหราศาสตร์ นักกายภาพบำบัด KIN

“ครอบครัวที่มาถึงช้ามักเล่าเหมือนกันว่าตอนแรกคิดว่านอนทับแขน ถ้าอาการเกิดข้างเดียวและเกิดขึ้นทันที ให้ถือว่าฉุกเฉินไว้ก่อนเสมอ เวลาที่เสียไประหว่างรอดูอาการ คือเวลาที่การฟื้นฟูต้องมาไล่ตามทีหลัง”

กภ.อเนชา โหราศาสตร์ ก.9685 — นักกายภาพบำบัด KIN Rehabilitation & Homecare
ผู้สูงอายุฝึกเดินระหว่างราวคู่กับนักกายภาพบำบัดในศูนย์ฟื้นฟู ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

หลังพ้นระยะเฉียบพลัน เป้าหมายเปลี่ยนจากการรอด เป็นการกลับไปใช้ชีวิต

ติดต่อสอบถาม | นัดประเมินฟรี

ปรึกษาแผนฟื้นฟูหลังออกจากโรงพยาบาล ประเมินก่อน ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัด

KIN Medical Hub ลาดพร้าว 71

LINE KIN ลาดพร้าว 71โทร KIN ลาดพร้าว 71 091-803-3071

โรงพยาบาลกายภาพบำบัด KIN สุขุมวิท 107

LINE KIN สุขุมวิท 107โทร KIN สุขุมวิท 107 065-909-2599

KIN ศูนย์ฟื้นฟู พัทยา

LINE KIN พัทยาโทร KIN พัทยา 082-213-9976

KIN ศูนย์ฟื้นฟู ราชพฤกษ์

LINE KIN ราชพฤกษ์โทร KIN ราชพฤกษ์ 065-384-5494

KIN รามคำแหง 24 จองสิทธิ์ก่อนเปิด 1 ต.ค. 2569

LINE KIN รามคำแหง 24โทร KIN รามคำแหง 24 091-803-3071

KIN ศาลายา จองสิทธิ์ก่อนเปิด 1 พ.ย. 2569

LINE KIN ศาลายาโทร KIN ศาลายา 091-803-3071

สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669

คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN

ตื่นมาปากเบี้ยว แขนอ่อนแรง แต่ตอนนี้ดีขึ้นเองแล้ว ยังต้องไปโรงพยาบาลไหม

ต้องไปค่ะ อาการที่หายเองในเวลาสั้นอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าเสี่ยงเกิดสโตรกเต็มรูปแบบตามมาในระยะอันใกล้ การให้ทีมแพทย์ประเมินหาสาเหตุคือสิ่งที่ช่วยป้องกันครั้งถัดไปได้จริง

นับเวลาจากตอนตื่น หรือจากตอนเข้านอน

ทีมแพทย์นับจากเวลาที่มีคนยืนยันได้ว่ายังปกติครั้งสุดท้าย ซึ่งมักเป็นเวลาเข้านอน ไม่ใช่เวลาที่ตื่นมาพบอาการ สิ่งที่ครอบครัวช่วยได้คือบอกทั้งสองเวลาให้ครบค่ะ

หมอบอกว่าเกิน 4.5 ชั่วโมงแล้ว แปลว่าหมดทางรักษาหรือไม่

ไม่เสมอไปค่ะ 4.5 ชั่วโมงเป็นกรอบมาตรฐานของยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ แต่ผู้ป่วยบางรายที่ภาพสมองบ่งชี้ว่ายังมีเนื้อสมองที่ช่วยได้ อาจพิจารณาทางเลือกอื่นได้ถึง 24 ชั่วโมงตามเงื่อนไขเฉพาะ ขึ้นกับผลภาพสมองและศักยภาพของโรงพยาบาลนั้น

ระหว่างรอรถพยาบาล ให้กินน้ำ อาหาร หรือยาแอสไพรินที่มีอยู่ที่บ้านได้ไหม

ไม่ได้ค่ะ ห้ามป้อนน้ำ อาหาร และยาทางปากทุกชนิดรวมถึงแอสไพริน เพราะยังแยกไม่ได้ว่าเป็นสมองขาดเลือดหรือเลือดออกในสมอง ซึ่งแอสไพรินอันตรายในกรณีหลัง และผู้ป่วยที่กลืนลำบากอาจสำลักลงปอด ให้ทำตามคำแนะนำของผู้รับสาย 1669 จนกว่าทีมจะถึง

ผ่านระยะเฉียบพลันแล้ว ควรเริ่มฟื้นฟูเมื่อไร

เริ่มได้ทันทีที่ทีมแพทย์ประเมินว่าสัญญาณชีพและระบบประสาทคงที่ ไม่ต้องรอให้แขนขามีแรงก่อน ที่ KIN แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะประเมินก่อนวางแผน แล้วทำกายภาพบำบัดวันละ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 45 ถึง 60 นาที ตามระดับอาการ ส่วนกิจกรรมบำบัดและการฝึกพูดและกลืนกำหนดตามแผนเฉพาะบุคคลค่ะ

เขียนและตรวจสอบโดย
กภ.อเนชา โหราศาสตร์ นักกายภาพบำบัด ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN
นักกายภาพบำบัด KIN Rehabilitation & Homecare

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854 | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: ก.ย. พ.ศ. 2569 | บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล

Tags: Wake-up Stroke สโตรกตอนนอนหลับ Last Known Well ตื่นมาปากเบี้ยว ศูนย์ฟื้นฟูคิน