เลือดออกในสมอง ทำไมบางเคสหมอไม่ผ่าตัด และก้อนเลือดจะสลายเองเมื่อไร

เลือดออกในสมอง ทำไมบางเคสหมอไม่ผ่าตัด และก้อนเลือดจะสลายเองเมื่อไร
โรคหลอดเลือดสมอง | เลือดออกในสมอง 2569

เลือดออกในสมอง ทำไมบางเคสหมอไม่ผ่าตัด
และก้อนเลือดจะสลายเองเมื่อไร

คำถามที่ครอบครัวถามมากที่สุดหน้าห้องผู้ป่วยวิกฤต บทความนี้อธิบายเกณฑ์ที่แพทย์ใช้ตัดสินว่าจะผ่าหรือไม่ผ่า สิ่งที่งานวิจัยพบจริง ก้อนเลือดใช้เวลานานแค่ไหน และทำไมผ่าแล้วบางคนยังไม่ตื่น

เขียนโดย: กภ.ชลธิชา สาลีวัสอาภรณ์|ตรวจสอบโดย: พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854|อัปเดต: ก.ย. พ.ศ. 2569|อ่าน 10 นาที
สิ่งที่ตัดสินว่าผ่าหรือไม่
หลายปัจจัยรวมกัน
ตำแหน่ง ปริมาตร ความรู้สึกตัว การกดเบียด
ที่มีคำแนะนำชัดที่สุด
สมองน้อย 15 mL ขึ้นไป
หรือมีอาการแย่ลง แนะนำผ่าเร่งด่วน
สมองบวมสูงสุด
ราววันที่ 12
คนละจังหวะกับก้อนเลือดที่ยุบลง
กันเลือดออกซ้ำ
เป้าหมาย 130/80
ความดันระยะยาวคือตัวแปรอันดับหนึ่ง

ประโยคที่ครอบครัวได้ยินแล้วใจหายที่สุดคือ “เคสนี้หมอไม่ผ่านะครับ” เพราะฟังแล้วเหมือนหมดหวัง ทั้งที่ในทางการแพทย์ การไม่ผ่าตัดเป็น ทางเลือกการรักษาอย่างหนึ่ง ที่มีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่การปล่อยให้รอ บทความนี้อธิบายเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินจริง สิ่งที่งานวิจัยพบ ระยะเวลาที่ก้อนเลือดเปลี่ยนแปลง และเหตุผลที่บางคนยังไม่ตื่นหลังผ่าตัด

เนื้อหานี้ครอบคลุมเลือดออกในเนื้อสมองที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ และไม่รวมกรณีที่มีสาเหตุเชิงโครงสร้าง เช่น หลอดเลือดผิดปกติ หลอดเลือดโป่งพอง หรือเนื้องอก ซึ่งต้องรักษาที่ต้นเหตุด้วยแนวทางเฉพาะ เขียนขึ้นเพื่อให้ครอบครัวเข้าใจคำอธิบายของทีมแพทย์ ไม่ใช่เกณฑ์สำหรับตัดสินใจแทนทีมรักษา

ครอบครัวรอฟังผลการรักษาหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต เลือดออกในสมอง ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

คำว่าไม่ผ่าตัด ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรทำต่อ

เนื้อหาในบทความนี้

1. ไม่ผ่า ไม่ได้แปลว่าปล่อย2. เกณฑ์ที่แพทย์ใช้ตัดสิน3. งานวิจัยพบอะไรบ้าง4. ก้อนเลือดสลายเมื่อไร5. ทำไมผ่าแล้วยังไม่ตื่น6. โอกาสฟื้นและกันเลือดออกซ้ำ

1. ไม่ผ่าตัด ไม่ได้แปลว่าไม่รักษา

คำตอบสั้น: การไม่ผ่าตัดเป็นทางเลือกการรักษาอย่างหนึ่ง ใช้เมื่อประโยชน์ที่คาดว่าจะได้จากการเอาก้อนเลือดออก ไม่มากพอเมื่อเทียบกับความเสียหายจากทางเข้าผ่าตัดและความเสี่ยงของการดมยา ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในหน่วยที่เหมาะกับความรุนแรง และคำว่าไม่ผ่าตอนนี้ อาจเปลี่ยนได้ถ้าอาการหรือภาพสมองเปลี่ยน

สิ่งที่ทีมแพทย์ทำในกลุ่มที่ไม่ได้ผ่าตัดคือคุมความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด แก้ไขปัจจัยที่ทำให้เลือดออกเพิ่ม เช่น ผลของยาต้านการแข็งตัวของเลือด คุมความดันในกะโหลกศีรษะ เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และตรวจภาพสมองซ้ำเมื่อจำเป็น โดยอยู่ในหน่วยที่เหมาะกับความรุนแรง เช่น หอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือหอผู้ป่วยวิกฤตตามที่ทีมประเมิน ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่การรอให้ร่างกายจัดการเอง และถ้าอาการหรือภาพสมองเปลี่ยน แผนอาจเปลี่ยนเป็นผ่าตัดภายหลังได้

อีกเรื่องที่ควรแยกให้ออกคือ การผ่าตัดเอาก้อนเลือดออก กับ การเจาะระบายน้ำในโพรงสมอง เป็นคนละหัตถการกัน การใส่สายระบายทำเพื่อลดแรงดันเมื่อน้ำหล่อเลี้ยงสมองระบายไม่ออก ไม่ได้แปลว่าก้อนเลือดถูกเอาออกแล้ว ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถามทีมแพทย์ตรง ๆ ว่าทำอะไรไปบ้างและเพื่ออะไร

2. เกณฑ์ที่แพทย์ใช้ตัดสินว่าจะผ่าหรือไม่

คำตอบสั้น: หลักคือตำแหน่งของเลือดออก ปริมาตรก้อนเลือด ระดับความรู้สึกตัว และภาวะแทรกซ้อนที่กำลังเกิด ประกอบกับอายุ โรคร่วม ความสามารถเดิม และเป้าหมายของผู้ป่วยเอง ไม่มีตัวเลขเดียวที่ตัดสินได้ทุกราย และไม่มีอายุใดที่แปลว่าห้ามผ่า

แนวทางของ American Heart Association และ American Stroke Association ฉบับ พ.ศ. 2565 ซึ่งยังเป็นฉบับล่าสุด แยกคำแนะนำตามตำแหน่งชัดเจน กลุ่มที่คำแนะนำหนักแน่นที่สุดคือ เลือดออกในสมองน้อย หากผู้ป่วยมีอาการทางระบบประสาทแย่ลง มีการกดก้านสมอง มีภาวะน้ำคั่งในโพรงสมองจากการอุดกั้น หรือปริมาตรตั้งแต่ 15 มิลลิลิตรขึ้นไป แนวทางแนะนำให้ผ่าตัดเร่งด่วนเพื่อลดการเสียชีวิต

ส่วน เลือดออกเหนือเต็นท์สมอง ซึ่งพบบ่อยกว่า คำแนะนำอ่อนกว่ามาก การเปิดกะโหลกเอาเลือดออกโดยทั่วไปยังให้ผลต่อความพิการและการเสียชีวิตที่ไม่แน่นอน ขณะที่เทคนิคแผลเล็กในผู้ที่ก้อนใหญ่กว่าราว 20 ถึง 30 มิลลิลิตร และระดับความรู้สึกตัวอยู่ในช่วงที่กำหนด อาจช่วยลดการเสียชีวิต แต่ผลต่อความพิการยังไม่ชัดเจน สำหรับก้านสมอง ไม่มีเกณฑ์ปริมาตรมาตรฐานที่ใช้สั่งผ่าได้ทั่วไป และห้ามนำเกณฑ์ของสมองน้อยมาใช้แทน

เหตุผลที่ตำแหน่งมีน้ำหนักในการตัดสินใจ อยู่ที่ระยะทางที่เครื่องมือต้องผ่านเนื้อสมองดี ๆ เข้าไป เลือดออกตื้นใกล้ผิวสมองเข้าถึงได้โดยทำลายเนื้อสมองระหว่างทางน้อย ขณะที่เลือดออกส่วนลึกต้องผ่านเนื้อสมองที่ยังทำงานได้เข้าไป ประโยชน์จากการลดแรงกดจึงอาจถูกหักล้างด้วยความเสียหายจากทางเข้า ในทางปฏิบัติต้องชั่งตำแหน่ง ปริมาตร ระดับความรู้สึกตัว การกดเบียด ภาวะน้ำคั่ง และวิธีผ่าตัดร่วมกัน ไม่มีปัจจัยเดียวที่ตัดสินแทนทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่สองเคสซึ่งก้อนเลือดขนาดเท่ากัน ได้รับคำตอบต่างกัน

แพทย์อธิบายภาพสมองและเกณฑ์การผ่าตัดเลือดออกในสมองให้ญาติฟัง ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

ตำแหน่งของเลือดออกมีน้ำหนักในการตัดสินมากกว่าขนาดก้อน

3. งานวิจัยขนาดใหญ่พบอะไรบ้าง

คำตอบสั้น: งานวิจัยยี่สิบปีที่ผ่านมาไม่พบว่าการผ่าตัดเอาเลือดออกช่วยได้กับทุกคน งานที่พบประโยชน์ชัดที่สุดคือ ENRICH พ.ศ. 2567 ซึ่งได้ผลเฉพาะกลุ่มเลือดออกที่กลีบสมอง และไม่พบประโยชน์ในกลุ่มที่เลือดออกในสมองส่วนลึกที่ศึกษา

งาน STICH I (The Lancet พ.ศ. 2548) สุ่มผู้ป่วย 1,033 ราย เทียบผ่าตัดเร็วกับรักษาแบบไม่ผ่าเป็นลำดับแรก ผลดีที่ 6 เดือน ร้อยละ 26 เทียบกับ 24 ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ STICH II พ.ศ. 2556 เจาะเฉพาะเลือดออกกลีบสมองแบบตื้นที่ไม่มีเลือดเข้าโพรงสมอง 601 ราย ก็ยังไม่พบความแตกต่าง และ MISTIE III พ.ศ. 2562 ที่ใช้สายสวนร่วมกับยาสลายลิ่มเลือด ในผู้ป่วย 506 ราย ไม่บรรลุผลหลักด้านการทำหน้าที่

จุดเปลี่ยนมาถึงในงาน ENRICH วารสาร New England Journal of Medicine พ.ศ. 2567 ซึ่งสุ่มผู้ป่วย 300 ราย ก้อนเลือดขนาด 30 ถึง 80 มิลลิลิตร ใช้เทคนิคผ่าตัดแผลเล็กเข้าไปตามแนวใยประสาทภายใน 24 ชั่วโมง ผลรวมที่ 180 วันดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ แต่เมื่อแยกรายกลุ่มพบว่า ประโยชน์มาจากกลุ่มเลือดออกที่กลีบสมอง 208 ราย ส่วนกลุ่มเลือดออกที่ปมประสาทฐานด้านหน้า 92 ราย ไม่พบประโยชน์ และถูกหยุดรับผู้ป่วยเพิ่มตามเกณฑ์ที่วางไว้ล่วงหน้า

อ่านผลวิจัยให้ตรงความหมาย: ผลของ ENRICH อ่านได้ว่า “พบประโยชน์ในกลุ่มกลีบสมอง แต่ไม่พบหลักฐานของประโยชน์ในกลุ่มปมประสาทฐานด้านหน้าที่ศึกษา” ไม่ใช่ “ผ่าตัดเลือดออกตำแหน่งลึกทุกแบบไม่มีประโยชน์” ส่วนงาน SWITCH (The Lancet พ.ศ. 2567) ที่ศึกษาการเปิดกะโหลกลดความดันในเคสหนัก 201 ราย (คนละวิธีกับการเอาก้อนเลือดออกแบบ ENRICH) พบผู้เสียชีวิตหรือพิการรุนแรงร้อยละ 44 เทียบกับร้อยละ 58 ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์นัยสำคัญ และงานถูกหยุดก่อนกำหนดเพราะทุนหมด ผู้วิจัยเองเรียกหลักฐานนี้ว่าอ่อน

4. ก้อนเลือดสลายเองเมื่อไร และทำไมยังไม่ดีขึ้นทั้งที่เลือดยุบแล้ว

คำตอบสั้น: ยังไม่มีหลักฐานคุณภาพสูงที่บอกอัตราการสลายที่ใช้ได้กับทุกคน งานเก่าที่วัดจริงในผู้ป่วยจำนวนน้อยรายงานราว 0.7 ถึง 1.0 มิลลิลิตรต่อวัน และงานติดตามภาพสมองพบว่าก้อนใหญ่บางรายยังมีแรงกดถึงสัปดาห์ที่ 9 ที่สำคัญคือสมองบวมรอบก้อนเลือดขึ้นสูงสุดคนละจังหวะกับก้อนที่ยุบลง

คำถาม “อีกกี่วันเลือดจะหมด” ตอบตรง ๆ ไม่ได้ ตัวเลขที่วัดจริงมาจากงานเก่าที่ติดตามภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซ้ำในผู้ป่วยเพียง 10 ราย รายงานอัตราการดูดซึมเฉลี่ยราว 0.7 ถึง 1.0 มิลลิลิตรต่อวัน กลุ่มเล็กมาก จึงห้ามเอาขนาดก้อนหารด้วยอัตรานี้เพื่อทำนายวันที่เลือดจะหมด อีกงานที่ติดตาม 89 ราย พบว่าก้อนใหญ่บางรายยังมีแรงกดถึงสัปดาห์ที่ 9

ประเด็นที่มีผลต่อความคาดหวังของครอบครัวมากที่สุดคือ สมองบวมรอบก้อนเลือด งานที่ติดตามด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รับผู้ป่วยเข้า 27 ราย และวิเคราะห์เส้นทางการบวมได้ 22 ราย พบว่าบวมเร็วที่สุดใน 2 วันแรก และขึ้นสูงสุดเฉลี่ยราว วันที่ 12 บวกลบ 3 วัน กระจายในช่วงวันที่ 6 ถึง 18 เป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มเล็ก ไม่ใช่กำหนดเวลาที่ต้องเกิดกับทุกราย แปลว่าช่วงที่ภาพเลือดเริ่มยุบ สมองอาจยังบวมอยู่ อาการจึงยังไม่ดีขึ้นตามภาพที่เห็น

อย่ารอเพราะคิดว่าเป็นช่วงบวมตามปกติ: ถ้าผู้ป่วยซึมลง ปลุกยาก อ่อนแรงเพิ่ม ชัก อาเจียนพุ่ง หรืออาการเปลี่ยนไปจากเดิม ให้แจ้งทีมรักษาทันทีไม่ว่าจะวันที่เท่าไร ถ้ากลับบ้านแล้วเกิดอาการเหล่านี้ให้โทร 1669 ช่วงเวลาที่บอกไว้ข้างต้นเป็นค่าเฉลี่ยจากงานวิจัย ไม่ใช่ช่วงที่ปลอดภัยให้รอสังเกตอาการ

ประโยคที่ควรจำไว้คือ ภาพเลือดลดลง ไม่ได้แปลว่าสมองหายบวม และไม่ได้แปลว่าความสามารถจะกลับมาทันที ความสามารถที่หายไปขึ้นกับเนื้อสมองที่เสียหายไปแล้ว ซึ่งต้องอาศัยการฟื้นฟู ไม่ใช่รอให้เลือดหมดเอง

5. ทำไมผ่าตัดแล้วยังไม่ตื่น

คำตอบสั้น: ไม่มีหลักฐานว่าการไม่ตื่น 7 ถึง 10 วันเป็นช่วงปกติของทุกคน และไม่ใช่เส้นตายที่บอกว่าจะไม่ฟื้น สาเหตุที่อธิบายได้ทางการแพทย์มีหลายอย่าง ตั้งแต่เนื้อสมองที่เสียหายเดิม สมองบวม น้ำคั่งในโพรงสมอง ยาที่ยังตกค้าง ไปจนถึงการชักที่เห็นเฉพาะคลื่นไฟฟ้าสมอง

1เนื้อสมองที่เสียหายไปแล้ว — โดยเฉพาะบริเวณหรือวงจรที่เกี่ยวข้องกับระดับความรู้สึกตัวโดยตรง
2สมองบวม ก้อนเลือดที่เหลือ หรือเลือดออกเพิ่ม — ทำให้ความดันในกะโหลกศีรษะยังสูง ระดับความรู้สึกตัวจึงยังไม่กลับมา
3เลือดเข้าโพรงสมองจนน้ำระบายติดขัด — เกิดภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง ซึ่งกดการทำงานของสมองและต้องจัดการต่างหาก
4ยากดประสาทที่ยังตกค้าง — นับวันหลังผ่าตัดไม่เท่ากับนับวันหลังหยุดยา ผู้ที่ไตทำงานไม่ดีอาจสะสมยานานกว่าปกติ
5ชักที่เห็นเฉพาะคลื่นไฟฟ้าสมอง — ไม่มีอาการกระตุกให้เห็น ต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองต่อเนื่องจึงจะพบ
6ภาวะร่วมอื่น — การติดเชื้อ เกลือแร่ผิดปกติ หรืออวัยวะอื่นทำงานบกพร่อง

อีกเรื่องที่ช่วยลดความเข้าใจผิดได้มากคือ คำว่าฟื้นมีหลายระดับ การลืมตา การทำตามคำสั่ง การสื่อสาร และการหายใจเองเป็นความสามารถคนละด้าน เวลาถามทีมแพทย์ ให้ถามแยกทีละด้าน จะได้ภาพที่ตรงกว่าคำถามว่า “ตื่นหรือยัง”

พยาบาลดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตหลังเลือดออกในสมอง ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

การไม่ตื่นในช่วงแรกมีหลายสาเหตุที่อธิบายได้ และไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

6. โอกาสฟื้นหลังเลือดออกในสมอง และการกันไม่ให้เกิดซ้ำ

คำตอบสั้น: ระยะแรกของเลือดออกในสมองมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าสโตรกขาดเลือดชัดเจน แต่ในกลุ่มที่รอดและเข้าฟื้นฟู มีงานที่พบว่าตอบสนองต่อการฟื้นฟูได้ดี ส่วนการป้องกันการเกิดซ้ำมีตัวแปรอันดับหนึ่งคือการคุมความดันโลหิตระยะยาว

แนวทาง AHA และ ASA พ.ศ. 2565 ระบุว่าเลือดออกในเนื้อสมองมีอัตราการเสียชีวิตในระยะแรกราว ร้อยละ 30 ถึง 40 สูงกว่าสโตรกขาดเลือดหลายเท่า ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ทำนายผู้ป่วยรายบุคคล สำหรับกลุ่มที่ผ่านช่วงวิกฤตและเข้าโปรแกรมฟื้นฟู งานที่จับคู่ความรุนแรงและอายุ ในผู้ป่วยฟื้นฟู 270 ราย พบว่ากลุ่มเลือดออกในสมองตอบสนองต่อการฟื้นฟูด้านกิจวัตรประจำวัน ได้ดีกว่ากลุ่มขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อสรุปนี้ต้องอ่านอย่างระวัง เพราะศึกษาเฉพาะผู้ที่รอดชีวิตและได้เข้าฟื้นฟู งานอื่นที่ติดตามยาวถึง 52 สัปดาห์ และงานเปรียบเทียบรุ่นหลัง ไม่พบความแตกต่างชัดเจนในทุกตัวชี้วัด สิ่งที่พูดได้ซื่อตรงคือ ผู้รอดจากเลือดออกในสมองจำนวนหนึ่งฟื้นได้มากกว่าที่ครอบครัวคาด แต่ระดับความสามารถสุดท้ายยังขึ้นกับความเสียหายตั้งต้น

เรื่องที่มักถูกละเลยที่สุดหลังกลับบ้านคือ เป้าหมายความดันโลหิตระยะยาว แนวทาง พ.ศ. 2565 ระบุไว้ที่ราว 130/80 มิลลิเมตรปรอท เพื่อป้องกันเลือดออกซ้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงโดยรวมราว ร้อยละ 1.2 ถึง 3 ต่อปี งานติดตามผู้ป่วย 1,145 รายในวารสาร JAMA พ.ศ. 2558 รายงานอัตราการเกิดซ้ำต่อ 1,000 คน-ปี ในกลุ่มที่คุมความดันไม่ได้เทียบกับคุมได้ ที่ 84 ต่อ 49 สำหรับเลือดออกที่กลีบสมอง และ 52 ต่อ 27 สำหรับตำแหน่งลึก คิดเป็นราว 1.7 ถึง 1.9 เท่า ตัวเลขนี้มาจากการติดตามผู้ป่วย ไม่ใช่การทดลองสุ่มเป้าหมายความดัน แต่พอบอกได้ว่าการวัดความดันที่บ้านและกินยาสม่ำเสมอเป็นงานที่ต้องทำควบคู่ไปกับการฝึกกายภาพ ไม่ใช่เรื่องรองที่ค่อยดูทีหลัง

KIN เป็นศูนย์ฟื้นฟู Stroke แบบครบวงจร เน้นฟื้นฟูเป็นระบบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง โปรแกรมที่ศูนย์ทำกายภาพบำบัดวันละ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 45 ถึง 60 นาที ตามระดับอาการที่แพทย์ประเมิน ส่วนกิจกรรมบำบัดและการฝึกพูดและกลืน กำหนดตามแผนเฉพาะบุคคล โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์โรคหลอดเลือดสมอง และแพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุร่วมกำกับ พร้อมแพทย์เข้าเยี่ยมทุกสัปดาห์ การเฝ้าระวังความดันเป็นส่วนหนึ่งของแผนตั้งแต่วันแรก ดูรายละเอียดที่ หน้าโปรแกรมฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง และ หน้า Golden Period ส่วนกรณีที่อาการเกิดขึ้นตอนนอนหลับ อ่านต่อได้ที่ บทความ Wake-up Stroke

กภ.ชลธิชา สาลีวัสอาภรณ์ นักกายภาพบำบัด KIN

“ครอบครัวที่มาปรึกษามักถือฟิล์มมาด้วย แล้วถามว่าเลือดยุบแล้วทำไมยังไม่ดีขึ้น คำตอบคือเลือดกับสมองบวมคนละจังหวะกัน และส่วนที่เสียหายต้องใช้การฝึกเข้ามาแทน ไม่ใช่รอเวลา ยิ่งเริ่มฝึกเร็วเท่าที่แพทย์อนุญาต ต้นทุนที่ต้องไล่ตามทีหลังยิ่งน้อย”

กภ.ชลธิชา สาลีวัสอาภรณ์ — นักกายภาพบำบัด KIN Rehabilitation & Homecare
ลูกช่วยผู้สูงอายุวัดความดันโลหิตที่บ้านเพื่อป้องกันเลือดออกในสมองซ้ำ ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN

หลังกลับบ้าน การคุมความดันมีน้ำหนักเท่ากับการฝึกกายภาพ

ติดต่อสอบถาม | นัดประเมินฟรี

ปรึกษาแผนฟื้นฟูหลังออกจากโรงพยาบาล ประเมินก่อน ไม่มีค่าใช้จ่าย

KIN Medical Hub ลาดพร้าว 71

LINE KIN ลาดพร้าว 71โทร KIN ลาดพร้าว 71 091-803-3071

โรงพยาบาลกายภาพบำบัด KIN สุขุมวิท 107

LINE KIN สุขุมวิท 107โทร KIN สุขุมวิท 107 065-909-2599

KIN ศูนย์ฟื้นฟู พัทยา

LINE KIN พัทยาโทร KIN พัทยา 082-213-9976

KIN ศูนย์ฟื้นฟู ราชพฤกษ์

LINE KIN ราชพฤกษ์โทร KIN ราชพฤกษ์ 065-384-5494

KIN รามคำแหง 24 จองสิทธิ์ก่อนเปิด 1 ต.ค. 2569

LINE KIN รามคำแหง 24โทร KIN รามคำแหง 24 091-803-3071

KIN ศาลายา จองสิทธิ์ก่อนเปิด 1 พ.ย. 2569

LINE KIN ศาลายาโทร KIN ศาลายา 091-803-3071

สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669

คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN

หมอบอกว่าไม่ผ่า แปลว่าหมดหวังแล้วหรือไม่

ไม่ใช่ค่ะ การไม่ผ่าตัดเป็นทางเลือกการรักษาอย่างหนึ่ง ใช้เมื่อประโยชน์จากการเอาก้อนเลือดออกไม่มากพอเมื่อเทียบกับความเสียหายจากทางเข้าผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังได้รับการคุมความดันและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดเหมือนกัน

ก้อนเลือดในสมองใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะสลาย

ยังไม่มีตัวเลขที่ใช้ได้กับทุกคนค่ะ งานเก่าที่วัดจริงในผู้ป่วยจำนวนน้อยรายงานราว 0.7 ถึง 1.0 มิลลิลิตรต่อวัน และก้อนใหญ่บางรายยังมีแรงกดถึงสัปดาห์ที่ 9 จึงไม่ควรเอาขนาดก้อนมาหารเพื่อทำนายวันที่เลือดจะหมด

ทำไมภาพบอกว่าเลือดยุบแล้ว แต่ผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น

เพราะก้อนเลือดกับสมองบวมเปลี่ยนแปลงคนละจังหวะค่ะ งานที่ติดตามด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพบว่าสมองบวมขึ้นสูงสุดเฉลี่ยราววันที่ 12 ซึ่งเป็นช่วงที่ภาพเลือดเริ่มยุบแล้ว และความสามารถที่หายไปขึ้นกับเนื้อสมองที่เสียหาย ซึ่งต้องอาศัยการฟื้นฟู

ผ่าตัดแล้วแต่ยังไม่ตื่นเกินสัปดาห์ ผิดปกติหรือไม่

ไม่มีหลักฐานว่ามีจำนวนวันที่ถือเป็นปกติสำหรับทุกคนค่ะ สาเหตุที่พบได้มีทั้งเนื้อสมองที่เสียหายเดิม สมองบวม น้ำคั่งในโพรงสมอง ยากดประสาทที่ตกค้าง และการชักที่เห็นเฉพาะคลื่นไฟฟ้าสมอง ควรถามทีมแพทย์แยกเป็นด้าน เช่น ลืมตาได้ไหม ทำตามคำสั่งได้ไหม

กลับบ้านแล้วต้องคุมความดันเท่าไรถึงจะกันเลือดออกซ้ำได้

แนวทางสากล พ.ศ. 2565 ระบุเป้าหมายระยะยาวไว้ที่ราว 130/80 มิลลิเมตรปรอท และความเสี่ยงเกิดซ้ำโดยรวมอยู่ที่ราวร้อยละ 1.2 ถึง 3 ต่อปี ทั้งนี้เป้าหมายของแต่ละคนต่างกันตามโรคร่วม ควรให้แพทย์ผู้ดูแลเป็นผู้กำหนด และห้ามปรับยาเองค่ะ

เขียนและตรวจสอบโดย
กภ.ชลธิชา สาลีวัสอาภรณ์ นักกายภาพบำบัด ศูนย์ฟื้นฟูคิน KIN
นักกายภาพบำบัด KIN Rehabilitation & Homecare

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854 | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: ก.ย. พ.ศ. 2569 | บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล

Tags: เลือดออกในสมอง ผ่าตัดสมอง ก้อนเลือดในสมอง ศูนย์ฟื้นฟูคิน