เลือดออกในสมองแบบไม่ผ่าตัด เริ่มขยับตัวและฟื้นฟูได้เมื่อไร
และต้องระวังอะไรเรื่องเลือดออกซ้ำ
ครอบครัวกลัวสองอย่างพร้อมกัน คือกลัวขยับแล้วเลือดออกซ้ำ กับกลัวนอนนานแล้วไม่ฟื้น บทความนี้เรียงหลักฐานว่าช่วงไหนห้ามเร่ง ช่วงไหนเริ่มได้ และสัญญาณอะไรที่ต้องหยุดทันที
แนวทาง AHA ระบุเป็นอันตราย
ยืด จัดท่า ฝึกกิจวัตร ตามที่ทีมประเมิน
หรืออาการทางระบบประสาทเปลี่ยน
มีงานพบดีขึ้นต่อถึงเดือนที่ 12
หลังได้ยินว่า “เคสนี้ไม่ผ่าตัด” คำถามถัดไปของเกือบทุกบ้านเหมือนกัน คือ “แล้วขยับได้ไหม จะเริ่มกายภาพเมื่อไร กลัวแตกซ้ำ” ความจริงคือการตัดสินใจไม่ผ่าตัด กับการตัดสินใจว่าพร้อมฟื้นฟูหรือยัง เป็นคนละคำถามกัน บทความนี้เรียงหลักฐานตามลำดับเวลา และบอกชัดว่าตัวเลขไหนมาจากงานวิจัยชิ้นใด
ครอบคลุมเลือดออกในเนื้อสมองที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ และไม่มีสาเหตุเชิงโครงสร้าง เช่น หลอดเลือดโป่งพองหรือเนื้องอก จังหวะเริ่มฝึกของแต่ละรายเป็นการตัดสินใจของทีมรักษา บทความนี้ช่วยให้ครอบครัวเข้าใจเหตุผลของทีม ไม่ใช่เกณฑ์ให้เริ่มฝึกเอง

ก้าวแรกของการฟื้นฟูมักเริ่มที่ขอบเตียง ไม่ใช่ราวฝึกเดิน
เนื้อหาในบทความนี้
1. ไม่ผ่าตัด กับ พร้อมฟื้นฟู เป็นคนละคำถาม
คำตอบสั้น: การไม่ผ่าตัดเป็นการตัดสินใจเรื่องก้อนเลือด ส่วนการเริ่มฟื้นฟูเป็นการตัดสินใจเรื่องความคงที่ของผู้ป่วย ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดบอกว่าต้องรอให้เลือดสลายหมดก่อนขยับ และไม่มีชิ้นใดรับประกันว่าเริ่มวันไหนแล้วจะไม่เลือดออกซ้ำ สิ่งที่กำหนดจังหวะคือความคงที่ของอาการ ชนิดของกิจกรรม และความหนักของการฝึก
หลายบ้านเข้าใจว่า “ไม่ผ่า” แปลว่าต้องนอนนิ่งรอให้เลือดสลายจนหมด ซึ่งกินเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ตามที่อธิบายไว้ใน บทความเลือดออกในสมอง ทำไมบางเคสหมอไม่ผ่าตัด ถ้ารอแบบนั้น ผู้ป่วยจะเสียกล้ามเนื้อ ข้อติด ปอดแฟบ และเกิดลิ่มเลือดที่ขาก่อนเลือดในสมองจะหาย แต่การรีบจับลุกยืนฝึกเดินตั้งแต่วันแรกก็มีหลักฐานว่าเป็นอันตราย คำตอบจึงอยู่ตรงกลาง
สิ่งที่ทีมรักษาดูก่อนอนุญาตให้เริ่ม คืออาการทางระบบประสาทคงที่หรือดีขึ้น ความดันควบคุมได้ ภาพสมองซ้ำไม่พบก้อนเลือดขยาย และไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่กำลังเกิด เช่น น้ำคั่งในโพรงสมองหรือชัก ทั้งหมดเป็นการประเมินรายบุคคล ไม่ใช่ตารางวันที่ใช้กับทุกคน
2. 24 ชั่วโมงแรกห้ามเร่ง แต่หลังจากนั้นไม่ใช่ห้ามขยับ
คำตอบสั้น: แนวทาง AHA และ ASA พ.ศ. 2565 ระบุว่าการเร่งฝึกนอกเตียงอย่างเข้มข้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกเป็นอันตราย แต่ในผู้ป่วยระดับปานกลางที่คงที่แล้ว อาจพิจารณาเริ่มกิจกรรมเบา เช่น ยืด จัดท่า และฝึกกิจวัตร ในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมง งานทดลองเฉพาะเลือดออกในสมองสองชิ้นสนับสนุนว่าการเริ่มเร็วแบบเบาให้ผลดีกว่ารอ 7 วัน
หลักฐานที่ทำให้ทั่วโลกระวังคือการศึกษา AVERT ในวารสาร The Lancet พ.ศ. 2558 ซึ่งสุ่มผู้ป่วยสโตรก 2,104 ราย ในจำนวนนี้เป็นเลือดออกในสมอง 258 ราย เทียบการเริ่มกิจกรรมนอกเตียงภายใน 24 ชั่วโมงร่วมกับการฝึกที่มากและบ่อยกว่าปกติ กับการดูแลตามมาตรฐาน ผลรวมพบว่ากลุ่มเร่งฝึกได้ผลลัพธ์ดีน้อยกว่า คือร้อยละ 46 เทียบกับร้อยละ 50 แนวโน้มในกลุ่มเลือดออกในสมองเข้าข้างการดูแลตามมาตรฐานชัดขึ้น ข้อสำคัญคืองานนี้เทียบ “เร่งและฝึกหนัก” กับ “ดูแลปกติ” ไม่ได้เทียบ “ขยับ” กับ “นอนนิ่ง”
อีกด้านหนึ่ง งานทดลองในประเทศจีน วารสาร Stroke พ.ศ. 2557 สุ่มผู้ป่วยเลือดออกในสมอง 243 ราย ให้เริ่มฟื้นฟูแบบเบาภายใน 48 ชั่วโมง เทียบกับเริ่มหลัง 7 วัน ที่ 6 เดือน กลุ่มที่เริ่มเร็วมีคะแนนความสามารถทำกิจวัตรสูงกว่าราว 13 คะแนน และกลุ่มที่เริ่มช้ามีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนงานในไต้หวัน พ.ศ. 2563 ในผู้ป่วยระดับน้อยถึงปานกลาง 60 ราย ที่เริ่มกิจกรรมนอกเตียงช่วง 24 ถึง 72 ชั่วโมง พบคะแนนการเคลื่อนไหวที่ 2 สัปดาห์ 69 เทียบกับ 53 และไม่พบอาการทรุด ความดันตก หรือล้มระหว่างฝึก
อ่านให้ครบ: งานทั้งสองชิ้นคัดผู้ป่วยอาการหนักออก และไม่มีกำลังทางสถิติพอพิสูจน์ว่าเลือดออกซ้ำจะไม่เพิ่มขึ้น จึงสรุปได้เพียงว่า “การเริ่มเร็วแบบเบาในรายที่คงที่ ให้ผลดีกว่าการรอ” ไม่ใช่ “ทุกคนควรลุกภายใน 48 ชั่วโมง”

การยืดและจัดท่าบนเตียง คือกิจกรรมระดับแรกที่แนวทางเปิดให้เริ่มในรายที่คงที่
3. ขยับบนเตียง นั่ง ยืน เดิน ออกแรงหนัก เสี่ยงคนละระดับ
คำตอบสั้น: การจัดท่าและยืดบนเตียงเป็นระดับต่ำสุด การนั่งห้อยขาและยืนเป็นระดับถัดมา การเดินและการออกแรงหนักเป็นระดับสูงสุด งานทดลองที่ให้ผู้ป่วยนั่งครั้งแรกใช้เกณฑ์ความดันตัวบนขณะพักต่ำกว่า 160 และหยุดทันทีเมื่อเกิน 180 หรือมีอาการทางระบบประสาทเปลี่ยน
คำถาม “ขยับได้ไหม” ตอบไม่ได้ถ้าไม่บอกว่าขยับแบบไหน การพลิกตะแคง ยกแขนขาบนเตียง และยืดข้อ แทบไม่เปลี่ยนความดันในสมอง การลุกนั่งครั้งแรกทำให้ความดันแกว่ง การยืนและเดินเพิ่มภาระระบบไหลเวียน ส่วนการออกแรงหนักแบบเบ่งหรือยกของ มีงาน INTERSTROKE ในผู้ป่วยสโตรกครั้งแรก 13,462 ราย พบว่าการออกแรงหนักในชั่วโมงก่อนเกิดอาการสัมพันธ์กับการเกิดเลือดออกในสมอง งานนี้ไม่ใช่งานฟื้นฟูและไม่ใช่เลือดออกซ้ำ แต่บอกได้ว่าการออกแรงหนักคนละเรื่องกับการขยับเบา ๆ
งานในไต้หวันกำหนดเกณฑ์ที่ใช้จริงระหว่างให้ผู้ป่วยนั่งครั้งแรก คือ ความดันตัวบนขณะพักต่ำกว่า 160 ชีพจรต่ำกว่า 130 ครั้งต่อนาที ออกซิเจนปลายนิ้วมากกว่าร้อยละ 92 โดยไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และไม่มีน้ำคั่งในโพรงสมอง ระหว่างนั่งจะพากลับเตียงทันทีถ้าความดันตัวบนสูงกว่า 180 ความดันลดลงมากกว่า 30 พร้อมมีอาการ อาการทางระบบประสาทเปลี่ยน หรือหัวใจเต้นช้าและคลื่นไส้ ตัวเลขชุดนี้เป็นเกณฑ์ของงานทดลองหนึ่งงาน ไม่ใช่มาตรฐานที่ใช้กับทุกคน
เรื่องท่านอนศีรษะ งาน HeadPoST (NEJM พ.ศ. 2560) ในผู้ป่วยสโตรก 11,093 ราย เทียบนอนราบกับยกศีรษะอย่างน้อย 30 องศาใน 24 ชั่วโมงแรก ไม่พบความแตกต่างของความพิการที่ 90 วัน ครอบครัวจึงไม่ต้องกังวลเรื่องปรับหัวเตียง
ลำดับที่ครอบครัวใช้ได้ทุกครั้งที่ฝึกที่บ้าน

ความดันก่อนฝึกคือตัวเลขที่ต้องดูทุกครั้ง ไม่ใช่เฉพาะวันแรก
4. เลือดออกซ้ำ กับอาการที่ต้องหยุดฝึกและแจ้งทีมทันที
คำตอบสั้น: ต้องแยกสามอย่างออกจากกัน คือก้อนเลือดเดิมขยาย ซึ่งมักเกิดในชั่วโมงแรก ๆ · เลือดออกครั้งใหม่ ซึ่งพบไม่บ่อยในสัปดาห์แรก ๆ · และอาการทรุดจากสาเหตุอื่น เช่น สมองบวม น้ำคั่ง หรือชัก อาการทางระบบประสาทที่เปลี่ยนไปต้องได้รับการประเมินทันทีทุกกรณี ไม่ว่าจะเกิดจากอะไร
ความกลัวเรื่อง “แตกซ้ำ” มักปนกันระหว่างสองเหตุการณ์ ก้อนเลือดเดิมขยาย เกิดในช่วงแรกของโรค แนวทาง AHA และ ASA จึงให้ตรวจภาพสมองซ้ำราว 6 และ 24 ชั่วโมง พ้นช่วงนี้ไปแล้วโอกาสขยายลดลงมาก ส่วนเลือดออกครั้งใหม่เป็นคนละเหตุการณ์ งานฐานข้อมูลในเดนมาร์ก 15,270 ราย รายงานความเสี่ยงสะสมที่ 4 สัปดาห์ราวร้อยละ 3.7 โดยเริ่มนับหลังจำหน่าย 7 วัน และรวมทั้งผ่าและไม่ผ่า ยังไม่มีตัวเลขที่ตรวจสอบได้สำหรับกลุ่มไม่ผ่าตัดโดยเฉพาะ
ที่สำคัญคือยังไม่มีหลักฐานว่าการฟื้นฟูตามแผนในผู้ป่วยที่คงที่แล้วทำให้เกิดเลือดออกซ้ำ และในทางกลับกัน ความดันที่วัดได้ปกติครั้งเดียวก็ไม่ได้ยืนยันว่าปลอดภัย สิ่งที่ใช้ตัดสินจึงไม่ใช่ตัวเลขความดันอย่างเดียว แต่คืออาการที่เปลี่ยนไปจากพื้นฐานเดิมของผู้ป่วยรายนั้น
พบข้อใดข้อหนึ่ง ให้หยุดฝึกและแจ้งทีมรักษาทันที ถ้าอยู่บ้านให้โทร 1669
• หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือชาขึ้นใหม่ หรือมากกว่าเดิมอย่างฉับพลัน
• พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ สับสน หรือมองเห็นผิดปกติฉับพลัน
• ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะที่เกิดทันทีหรือมีอาเจียนร่วม
• ซึมลง ปลุกยาก หมดสติ หรือชัก
• เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด หรือเป็นลมระหว่างฝึก
อาการทางระบบประสาทเฉียบพลันต้องได้รับการประเมินฉุกเฉินแม้ทุเลาเอง รายการนี้ใช้เพื่อตัดสินใจโทร ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยว่าเลือดออกซ้ำ
5. ทำไมหมอให้ยาป้องกันลิ่มเลือด ทั้งที่เพิ่งเลือดออก
คำตอบสั้น: เพราะผู้ป่วยที่ยังเดินไม่ได้เสี่ยงเกิดลิ่มเลือดที่ขาหลุดไปปอด ซึ่งอันตรายถึงชีวิตเช่นกัน แนวทางแนะนำเครื่องบีบขาตั้งแต่วันแรกที่วินิจฉัย และอาจพิจารณายาป้องกันขนาดต่ำในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวขนาดเต็มที่เคยกินก่อนป่วย
คำตอบคือยามีหลายระดับ แนวทาง AHA และ ASA พ.ศ. 2565 แนะนำเครื่องบีบขาเป็นจังหวะตั้งแต่วันที่วินิจฉัยในผู้ป่วยที่ยังเดินไม่ได้ เป็นคำแนะนำระดับสูงสุด และระบุว่าถุงน่องรัดขาเพียงอย่างเดียวไม่มีประโยชน์เพียงพอ ส่วนยาป้องกันลิ่มเลือดขนาดต่ำ อาจพิจารณาเริ่มในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมง เมื่อชั่งประโยชน์กับความเสี่ยงก้อนเลือดขยายแล้ว เป็นคนละขนาดกับยาที่ใช้รักษาลิ่มเลือดจริง
ส่วนยาต้านเกล็ดเลือดที่เคยกินก่อนป่วย เช่น แอสไพริน งาน RESTART (The Lancet พ.ศ. 2562) ในผู้ป่วย 537 ราย ที่ค่ามัธยฐาน 76 วันหลังเกิดโรค พบเลือดออกในสมองซ้ำร้อยละ 4 ในกลุ่มกลับมาใช้ เทียบกับร้อยละ 9 ในกลุ่มที่เลี่ยง จึงไม่พบสัญญาณว่ายาเพิ่มเลือดออกซ้ำ แต่ช่วงความเชื่อมั่นยังคร่อมค่าไม่แตกต่าง แนวทาง พ.ศ. 2565 ระบุว่าอาจกลับมาใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ ราว 7 ถึง 8 สัปดาห์ ไม่ใช่กลับมากินเองในสัปดาห์แรก
เรื่องที่ยากที่สุดคือยาต้านการแข็งตัวในผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะ งาน PRESTIGE-AF (The Lancet พ.ศ. 2568) ในผู้ป่วย 319 ราย พบยาลดสโตรกขาดเลือดจาก 8.6 เหลือ 0.8 ต่อ 100 คน-ปี แต่เพิ่มเลือดออกในสมองซ้ำจาก 0.8 เป็น 5.0 ส่วนผล ENRICH-AF ที่นำเสนอในที่ประชุม ESC สิงหาคม พ.ศ. 2569 ในผู้ป่วย 948 ราย พบเลือดออกรุนแรงร้อยละ 11.6 เทียบกับร้อยละ 5.2 โดยไม่ลดสโตรกโดยรวม นี่คือเหตุผลที่แพทย์ตอบเรื่องนี้ไม่เหมือนกันทุกราย
6. ฟื้นช้าตอนแรก ไม่ได้แปลว่าฟื้นน้อย
คำตอบสั้น: ผู้ป่วยเลือดออกในสมองมักเริ่มต้นด้วยความพิการมากกว่าและใช้เวลาช่วงแรกนานกว่า แต่มีงานที่พบว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้นระหว่างฟื้นฟูสูงกว่ากลุ่มขาดเลือด และผู้รอดชีวิตราว 1 ใน 4 ยังดีขึ้นต่อระหว่างเดือนที่ 3 ถึง 12
งานย้อนหลัง พ.ศ. 2546 ในผู้ป่วยฟื้นฟู 1,064 ราย เป็นเลือดออกในสมอง 193 ราย พบกลุ่มเลือดออกเริ่มต้นด้วยคะแนนความสามารถ 51 เทียบกับ 59 ในกลุ่มขาดเลือด แต่คะแนนที่เพิ่มขึ้นระหว่างฟื้นฟูสูงกว่า คือ 28 เทียบกับ 23 จนตอนจำหน่ายไม่ต่างกัน และงานใน European Stroke Journal พ.ศ. 2567 ติดตามผู้รอดชีวิต 458 ราย พบว่าร้อยละ 28.6 ยังดีขึ้นระหว่างเดือนที่ 3 ถึง 12 ทั้งสองงานศึกษาเฉพาะผู้ที่รอดและได้เข้าฟื้นฟู จึงไม่ใช่กฎที่ทำนายทุกคน
KIN เป็นศูนย์ฟื้นฟู Stroke แบบครบวงจร เน้นฟื้นฟูเป็นระบบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง สำหรับผู้ป่วยหลังเลือดออกในสมอง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะประเมินก่อนวางแผน ร่วมกับแพทย์โรคหลอดเลือดสมองและแพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุ กายภาพบำบัดวันละ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 45 ถึง 60 นาที ตามระดับอาการ วัดความดันก่อนฝึกทุกครั้ง และปรับความหนักตามการเยี่ยมของแพทย์ทุกสัปดาห์ ดูรายละเอียดที่ หน้าโปรแกรมฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง อ่านเรื่องกรอบเวลาฟื้นฟูของสโตรกทุกชนิดที่ บทความ Stroke ต้องเริ่มกายภาพภายในกี่วัน และเรื่องเหตุผลที่บางเคสไม่ผ่าตัดที่ บทความเลือดออกในสมอง ทำไมบางเคสหมอไม่ผ่าตัด

“ครอบครัวมักถามว่าทำไมต้องวัดความดันก่อนทุกครั้ง ทั้งที่วันนี้ผู้ป่วยดูสดชื่น คำตอบคือความดันของวันนี้ไม่ใช่ความดันของเมื่อวาน เรากำหนดความหนักจากตัวเลขตรงหน้าและอาการที่เห็น ไม่ใช่จากตารางที่วางไว้ล่วงหน้า”

การประเมินในเดือนแรก ไม่ใช่คำตัดสินว่าเดือนที่หกจะเป็นอย่างไร
ติดต่อสอบถาม | นัดประเมินฟรี
ปรึกษาแผนฟื้นฟูหลังออกจากโรงพยาบาล ประเมินก่อนไม่มีค่าใช้จ่าย
สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669
คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN
หมอบอกไม่ผ่าตัด แปลว่าต้องนอนนิ่งจนเลือดสลายหมดใช่ไหม
ไม่ใช่ค่ะ การไม่ผ่าตัดเป็นการตัดสินใจเรื่องก้อนเลือด ส่วนการเริ่มฟื้นฟูดูจากความคงที่ของอาการ ความดัน และภาพสมองซ้ำ แนวทางสากลเปิดให้เริ่มกิจกรรมเบาในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงในรายที่คงที่ การนอนนิ่งหลายสัปดาห์กลับเพิ่มความเสี่ยงข้อติด ปอดแฟบ และลิ่มเลือดที่ขา
สัปดาห์แรก พลิกตัว ลุกนั่ง หรือไปห้องน้ำได้ไหม
การพลิกตะแคงและจัดท่าเป็นกิจกรรมระดับต่ำสุดที่ทีมพยาบาลทำอยู่แล้วค่ะ ส่วนการลุกนั่งครั้งแรกและการไปห้องน้ำต้องให้ทีมประเมินก่อน เพราะทำให้ความดันแกว่งได้ทั้งขึ้นและลง งานทดลองที่ให้ผู้ป่วยนั่งครั้งแรกใช้เกณฑ์ความดันตัวบนขณะพักต่ำกว่า 160 และมีคนอยู่ด้วยตลอด
ความดันขึ้นระหว่างฝึกแค่ไหนถึงต้องหยุด
ไม่มีตัวเลขสากลที่ใช้กับทุกคนค่ะ งานทดลองในไต้หวันพาผู้ป่วยกลับเตียงเมื่อความดันตัวบนสูงกว่า 180 ความดันลดลงมากกว่า 30 พร้อมมีอาการ หรืออาการทางระบบประสาทเปลี่ยน ทีมรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายจะกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะกับโรคร่วมของท่าน ให้ยึดตัวเลขนั้น
ทำไมหมอให้เครื่องบีบขาและยาป้องกันลิ่มเลือด ทั้งที่เพิ่งเลือดออก
เพราะผู้ป่วยที่ยังเดินไม่ได้เสี่ยงเกิดลิ่มเลือดที่ขาหลุดไปปอด ซึ่งอันตรายถึงชีวิตเช่นกันค่ะ แนวทางแนะนำเครื่องบีบขาตั้งแต่วันแรก และอาจให้ยาป้องกันขนาดต่ำในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงเมื่อภาพสมองคงที่ ยานี้เป็นคนละขนาดกับยาต้านการแข็งตัวที่ใช้รักษาลิ่มเลือดจริง
ยาแอสไพรินที่เคยกินก่อนป่วย จะได้กลับมากินเมื่อไร
เป็นการตัดสินใจของแพทย์เจ้าของไข้ค่ะ งาน RESTART พ.ศ. 2562 พบว่าการกลับมาใช้ที่ราว 2 ถึง 3 เดือนหลังเกิดโรคในผู้ป่วยที่คัดเลือกแล้ว ไม่พบสัญญาณว่าเพิ่มเลือดออกซ้ำ และแนวทาง พ.ศ. 2565 ระบุช่วงพิจารณาราว 7 ถึง 8 สัปดาห์ ห้ามกลับมากินเองในสัปดาห์แรก

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854 | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: ก.ย. พ.ศ. 2569 | บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย จังหวะเริ่มฟื้นฟูของผู้ป่วยแต่ละรายต้องให้ทีมรักษาเป็นผู้กำหนด