ทำไมคอร์ส EECP ต้องครบ 35 ครั้ง
ทำไม่ครบต่างกันแค่ไหน
หลายคนที่เริ่มทำ EECP แล้วหยุดกลางคันเพราะคิดว่าอาการดีขึ้นแล้วหรือไม่สะดวกมาต่อ คำถามที่ตามมาคือ จำเป็นต้องทำให้ครบ 35 ครั้งจริงหรือไม่ และถ้าทำไม่ครบจะเสียโอกาสอะไรไปบ้าง บทความนี้เรียงตัวเลขจากงานวิจัยจริง ให้เห็นว่าทำไมตัวเลข 35 ถึงไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งขึ้นลอย ๆ
1 ชั่วโมงต่อครั้ง 4 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมประมาณ 7 ถึง 8 สัปดาห์
เป็นค่ามาตรฐานเชิงประสบการณ์ที่ใช้กันมานานในโรคหัวใจ ก่อนนำมาศึกษาต่อในโรคหลอดเลือดสมอง
ในทะเบียนผู้ป่วยฮ่องกง 155 ราย ที่ Lin 2013 วิเคราะห์ไว้
ไม่ใช่ผลข้างเคียงหรืออาการแย่ลงอย่างที่หลายคนกังวล
ตัวเลข 35 ครั้งไม่ใช่ตัวเลขที่คิดขึ้นเอง แต่เป็นโปรโตคอลที่ใช้กันมานานในโรคหัวใจ และถูกนำมาศึกษาต่อในผู้ป่วยสมองขาดเลือด ในฐานะแพทย์ที่ควบคุมเครื่องนี้เอง ผมเห็นคนไข้จำนวนไม่น้อยหยุดกลางคันเพราะรู้สึกว่าดีขึ้นแล้ว หรือเพราะติดขัดเรื่องการเดินทาง บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมโปรโตคอลถึงกำหนดไว้ที่ 35 และทำไม่ครบแล้วต่างจากทำครบอย่างไรตามข้อมูลจริง
ตัวเลขและสัดส่วนในบทความนี้มาจากงานวิจัยในผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะ ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์รายบุคคล จำนวนครั้งที่เหมาะสมของแต่ละคนต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาและปรับตามการตอบสนอง

แต่ละครั้งใช้เวลาราว 60 นาที คอร์สมาตรฐานคือ 35 ครั้ง
เนื้อหาในบทความนี้
1. 35 ครั้งมาจากไหน
คำตอบสั้น: โปรโตคอลมาตรฐานของ EECP คือ 1 ชั่วโมงต่อครั้ง ทำ 4 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่อง 7 ถึง 8 สัปดาห์ รวมเป็น 35 ชั่วโมง ตัวเลขนี้มาจากข้อมูลเชิงประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยเจ็บหน้าอกเรื้อรังจากประเทศจีนที่ใช้กันมานานหลายสิบปี ก่อนจะถูกนำมาเป็นมาตรฐานอ้างอิงในทะเบียนผู้ป่วยนานาชาติ และงานวิจัยผู้ป่วยสมองขาดเลือดในเวลาต่อมา
| ช่วง | รายละเอียด |
|---|---|
| ระยะเวลาต่อครั้ง | 60 นาที |
| ความถี่ | 4 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ |
| ระยะเวลารวม | 7 ถึง 8 สัปดาห์ |
| จำนวนครั้งรวม | 35 ครั้ง (35 ชั่วโมง) |
โปรแกรมจริงอาจปรับตามการตอบสนองและดุลยพินิจของแพทย์ผู้ควบคุม ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวทุกราย
เหตุผลที่ต้องทำต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ เพราะกลไกที่เชื่อว่าเกี่ยวข้อง เช่น การกระตุ้นให้หลอดเลือด ตอบสนองต่อแรงเฉือนดีขึ้นและการส่งเสริมหลอดเลือดข้างเคียง เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่ต้องอาศัยการกระตุ้นซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นจากการทำเพียงไม่กี่ครั้ง
2. ทำครบกับทำไม่ครบ ผลลัพธ์ต่างกันแค่ไหน
คำตอบสั้น: งานวิจัยที่ตอบคำถามนี้ตรงที่สุดคือการวิเคราะห์ทะเบียนผู้ป่วยสมองขาดเลือดที่โรงพยาบาลปรินซ์ออฟเวลส์ ฮ่องกง ตีพิมพ์ในวารสาร BMJ Open ปี 2556 ซึ่งติดตามผู้ป่วยที่ทำ ECP อย่างน้อย 10 ครั้งขึ้นไปจำนวน 155 ราย
| กลุ่ม | จำนวน | ผลลัพธ์การใช้ชีวิตดีที่ 3 เดือน (mRS 0-2) |
|---|---|---|
| ทำครบ 35 ครั้ง (finished group) | 112 ราย | 70.5% |
| ทำไม่ครบ 35 ครั้ง (unfinished group) | 43 ราย | 46.5% |
ทั้ง 155 รายผ่านเกณฑ์ทำอย่างน้อย 10 ครั้งมาแล้วทั้งคู่ ความต่างจึงอยู่ที่ทำต่อจนครบหรือหยุดก่อน ไม่ใช่ทำหรือไม่ทำเลย
ผลการวิเคราะห์แบบปรับตัวแปรกวนพบว่า ระยะเวลาการทำ ECP เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้ควบคุมปัจจัยอื่นที่รู้กันดีอยู่แล้ว เช่น อายุและความรุนแรงของสโตรกตอนแรกรับ ผู้ที่ทำได้นานกว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่า ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลในโรคเจ็บหน้าอกเรื้อรังที่พบมาก่อนแล้วว่ายิ่งทำครบยิ่งได้ผลดีกว่า
ตัวเลขจากโรคหัวใจที่ใช้เทียบเคียง งานวิจัยของ Lawson และคณะปี 2550 ในผู้ป่วยเจ็บหน้าอกเรื้อรังพบว่า กลุ่มที่ทำ EECP ไม่ครบคอร์สแรกมีเพียง 21.7% ที่อาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เทียบกับ 83.4% ในกลุ่มที่ทำครบคอร์ส เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ชี้ไปทางเดียวกันว่า ความต่อเนื่องของการรักษามีผลต่อผลลัพธ์ แม้จะเป็นคนละโรคกับสโตรกก็ตาม

การติดตามจำนวนครั้งสะสมอย่างต่อเนื่องเป็นส่วนหนึ่งของโปรโตคอลมาตรฐาน
3. ทำไมบางคนทำไม่ครบ
คำตอบสั้น: ในงานวิจัยเดียวกัน ผู้เขียนได้บันทึกเหตุผลของ 43 รายที่ทำไม่ครบ 35 ครั้งไว้อย่างละเอียด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ผลข้างเคียงรุนแรงหรืออาการแย่ลงเลย
| เหตุผลที่ทำไม่ครบ | สัดส่วนใน 43 ราย |
|---|---|
| ขาดคนพาไปทำต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล | 37.2% |
| ปฏิเสธทำต่อเพราะอาการทางระบบประสาทดีขึ้นแล้ว | 18.6% |
| มีโรคร่วมอื่น เช่น ซึมเศร้า หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไตวาย | 16.3% |
| ขอหยุดด้วยเหตุผลส่วนตัว | 14% |
| ทนผลข้างเคียงไม่ไหว เช่น ปวดขา ปัสสาวะเป็นเลือด รอยถลอกที่ผิวหนัง | 9.3% |
| ไม่ทราบเหตุผล | 4.6% |
ตัวเลขจากผู้ป่วย 43 รายที่ทำ ECP ไม่ครบ 35 ครั้งในทะเบียนของ Lin และคณะ ปี 2556
สิ่งที่ทำให้คนไข้หยุดกลางคันบ่อยที่สุดคือเหตุผลเชิงระบบ ไม่ใช่ตัวโรคหรือตัวเครื่อง
• ไม่มีคนพาไปคลินิกต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล เป็นเหตุผลอันดับหนึ่ง
• การรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วจึงหยุดเอง เป็นอันดับสอง ทั้งที่ยังไม่ครบคอร์ส
• ผลข้างเคียงที่ทนไม่ไหวจริง ๆ เกิดขึ้นเพียงส่วนน้อย ไม่ใช่เหตุผลหลัก
การวางแผนเรื่องการเดินทางและผู้ดูแลตั้งแต่ต้นคอร์ส ช่วยลดโอกาสทำไม่ครบได้มากที่สุด
4. อ่านตัวเลขให้ถูก ไม่ให้เข้าใจเกินจริง
คำตอบสั้น: ตัวเลข 70.5% เทียบ 46.5% ที่มักถูกหยิบไปพูดถึงบ่อย ต้องอ่านให้ถูกบริบท เพราะมีข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้สรุปเกินจริงไม่ได้
- ไม่ได้สุ่มว่าใครทำครบหรือไม่ครบ คนที่ทำต่อได้อาจเป็นคนที่แข็งแรงหรือมีผู้ดูแลพร้อมกว่าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
- เป็นการเทียบระหว่างทำครบกับทำไม่ครบ ทั้งสองกลุ่มได้รับ ECP มาแล้วอย่างน้อย 10 ครั้งเหมือนกัน ไม่ใช่การเทียบระหว่างทำกับไม่ทำเลย
- กลุ่มตัวอย่างมาจากโรงพยาบาลเดียว จำนวน 155 รายยังไม่มากพอจะสรุปเป็นกฎตายตัวสำหรับผู้ป่วยทุกคน
- เป็นการศึกษาย้อนหลัง ไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม จึงบอกได้แค่ความสัมพันธ์ ไม่ใช่การพิสูจน์เหตุและผลที่แน่นอน
สิ่งที่ตัวเลขนี้บอกไม่ได้ ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่า EECP รักษาสโตรกได้ และไม่ได้แปลว่าทุกคนที่ทำครบ 35 ครั้งจะได้ผลลัพธ์ดีเหมือนกันหมด สิ่งที่พอสรุปได้อย่างระมัดระวังคือ ในกลุ่มผู้ป่วยที่แพทย์พิจารณาว่าเหมาะสมและเริ่มทำแล้ว การทำต่อจนครบคอร์สมีแนวโน้ม สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีกว่าการหยุดกลางคัน
5. ทำไม่ครบแล้วเริ่มนับใหม่ได้ไหม
คำตอบสั้น: ทำได้ครับ แพทย์จะประเมินใหม่ตามอาการปัจจุบันและระยะเวลาที่ห่างจากคอร์สเดิม ไม่มีกฎตายตัวว่าต้องเว้นนานเท่าไร ข้อมูลจากทะเบียนผู้ป่วยเจ็บหน้าอกเรื้อรังชี้ว่าการทำซ้ำหรือทำต่อในผู้ที่เคยทำไม่ครบคอร์สแรก ยังช่วยให้อาการดีขึ้นเพิ่มได้
ข้อดีของการกลับมาทำต่อ ไม่ต้องเริ่มนับจากศูนย์เสมอไป แพทย์จะพิจารณาจากอาการและระยะเวลาที่ห่างหายไป ผู้ที่เคยทำไม่ครบคอร์สแรก แล้วกลับมาทำต่อหรือทำซ้ำ มีรายงานว่าอาการดีขึ้นเพิ่มเติมได้เช่นกัน

“คนไข้หลายคนถามผมว่าหยุดไปแล้วครึ่งทางจะเสียของหรือเปล่า คำตอบคือไม่เสียเปล่าครับ แต่ผลที่ได้มักไม่เต็มที่เท่าคนที่ทำต่อจนครบ ถ้าเป็นไปได้ผมแนะนำให้วางแผนเรื่องการเดินทางและคนพาไปตั้งแต่ก่อนเริ่มคอร์ส เพราะเหตุผลที่คนไข้หยุดกลางคันบ่อยที่สุด ไม่ใช่เพราะเครื่องหรือผลข้างเคียง แต่เป็นเรื่องการเดินทางไปต่อเนื่องล้วน ๆ”
6. สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มคอร์ส
คำตอบสั้น: ก่อนตัดสินใจเริ่มคอร์ส EECP ควรวางแผนให้พร้อมทำต่อเนื่องจนครบ เพราะข้อมูลที่มีอยู่ชี้ไปทางเดียวกันว่าความต่อเนื่อง มีผลต่อผลลัพธ์ ทั้งในผู้ป่วยเจ็บหน้าอกเรื้อรังและผู้ป่วยสมองขาดเลือดที่มีการศึกษาไว้
เตรียมตัวก่อนเริ่มคอร์ส 35 ครั้ง
• วางแผนการเดินทางมาคลินิก 4 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่อง 7 ถึง 8 สัปดาห์ล่วงหน้า
• หาผู้ดูแลหรือญาติที่พาไปได้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงหลังออกจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ
• แจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติระหว่างคอร์ส เช่น ปวดขามาก ผิวหนังถลอก แทนที่จะหยุดเองเงียบ ๆ
• ถามแพทย์ผู้ควบคุมทุกครั้งว่าจำนวนครั้งที่เหมาะกับตัวเองคือเท่าไร เพราะบางรายอาจต้องปรับจาก 35 ตามการตอบสนอง
ผู้ป่วยทุกรายต้องผ่านการประเมินและคัดกรองข้อห้ามโดยแพทย์ก่อนเริ่มคอร์สเสมอ
สำหรับผู้ป่วยสโตรกที่กำลังพิจารณา EECP ควรอ่านข้อบ่งชี้และข้อจำกัดให้ครบก่อนตัดสินใจที่ EECP คืออะไร ข้อบ่งชี้และข้อจำกัดตามหลักการแพทย์ และ EECP ไม่ใช่การล้างหลอดเลือด ส่วนผู้ที่อยากรู้ว่าหลักฐานกับโรคหลอดเลือดสมองไปถึงไหนแล้ว อ่านต่อที่ EECP กับโรคหลอดเลือดสมอง ช่วยได้จริงไหม หลักฐานบอกว่าอย่างไร

การวางแผนคอร์สให้ทำได้ต่อเนื่องจนครบ ควรคุยกับแพทย์ผู้ควบคุมตั้งแต่ก่อนเริ่ม
ติดต่อสอบถาม | นัดประเมินฟรี
ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจทำ EECP ประเมินก่อนไม่มีค่าใช้จ่าย
สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669
คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN
ทำไม EECP ต้องครบ 35 ครั้ง เลือกทำแค่บางครั้งไม่ได้เหรอ
โปรโตคอลมาตรฐานกำหนดไว้ที่ 35 ครั้งเพราะกลไกที่เชื่อว่าเกี่ยวข้อง เช่น การกระตุ้นหลอดเลือด ต้องอาศัยการทำซ้ำต่อเนื่อง งานวิจัยพบว่าผู้ที่ทำครบมีแนวโน้มผลลัพธ์ดีกว่าผู้ที่ทำไม่ครบ แม้จะทำมาแล้วอย่างน้อย 10 ครั้งเท่ากันก็ตาม
ทำ EECP ไม่ครบ 35 ครั้ง เสียของไปเลยไหม
ไม่เสียเปล่าครับ แต่ผลที่ได้มักไม่เต็มที่เท่าทำครบคอร์ส ข้อมูลจากงานวิจัยในผู้ป่วยสมองขาดเลือดพบว่ากลุ่มที่ทำครบ 35 ครั้ง มีผลลัพธ์การใช้ชีวิตที่ดีที่ 3 เดือน 70.5% เทียบกับ 46.5% ในกลุ่มที่ทำไม่ครบ
คนไข้ส่วนใหญ่ทำไม่ครบเพราะอะไร
เหตุผลอันดับหนึ่งคือขาดคนพาไปคลินิกต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล ไม่ใช่ผลข้างเคียงของเครื่อง ตามด้วยการหยุดเองเพราะรู้สึกว่า อาการดีขึ้นแล้ว ส่วนคนที่หยุดเพราะทนผลข้างเคียงไม่ไหวจริง ๆ มีสัดส่วนน้อยกว่า 10%
ทำไม่ครบแล้วอยากกลับมาทำต่อ ต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ไหม
ไม่จำเป็นต้องเริ่มนับจากศูนย์เสมอไปครับ แพทย์จะประเมินใหม่ตามอาการและระยะเวลาที่ห่างจากคอร์สเดิม การกลับมาทำต่อหรือทำซ้ำ ยังมีรายงานว่าช่วยให้อาการดีขึ้นเพิ่มเติมได้
ตัวเลข 35 ครั้งใช้ได้กับทุกคนเหมือนกันหมดไหม
เป็นค่ามาตรฐานเริ่มต้นครับ แต่แพทย์อาจปรับจำนวนครั้งตามการตอบสนองและอาการของแต่ละคน ควรถามแพทย์ผู้ควบคุมโดยตรงว่า จำนวนครั้งที่เหมาะกับตัวเองคือเท่าไร
ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเริ่มคอร์ส 35 ครั้ง
ควรวางแผนเรื่องการเดินทางมาคลินิก 4 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ หาผู้ดูแลที่พาไปได้สม่ำเสมอ และแจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ แทนที่จะหยุดเองโดยไม่ปรึกษา เพราะเหตุผลหลักที่ทำไม่ครบมักเป็นเรื่องระบบการเดินทาง ไม่ใช่ตัวโรคหรือตัวเครื่อง
- Lin W และคณะ ปัจจัยทำนายผลลัพธ์ในผู้ป่วยสมองขาดเลือดที่ได้รับ counterpulsation วารสาร BMJ Open ปี 2556
- Lawson WE และคณะ ประสิทธิผลของการทำ EECP ซ้ำในผู้ป่วยเจ็บหน้าอกที่ทำคอร์สแรกไม่ครบ วารสาร Cardiology ปี 2550
- Han JH และ Wong KS Counterpulsation กับโรคสมองขาดเลือด วารสาร Cerebrovascular Diseases ปี 2551

เขียนและตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย น.อ.นพ. เถลิงเกียรติ แจ่มอุลิตรัตน์ ว.28431 แพทย์เฉพาะทางรังสีร่วมรักษา ผู้ผ่านการรับรอง RENEW™ NCP-5 Operator Training | เรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ KIN | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: ก.ย. พ.ศ. 2569 | บทความนี้ให้ข้อมูลเบื้องต้นตามหลักฐานทางการแพทย์ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะราย จำนวนครั้งที่เหมาะสมของแต่ละคนต้องให้แพทย์ผู้ควบคุมเป็นผู้พิจารณา