เวียนหัว บ้านหมุน เดินเซ
แบบไหนเป็นหูชั้นใน แบบไหนเป็นสัญญาณสโตรก
ทุกปีมีคนไข้ที่เป็นสโตรกจริงถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นแค่เวียนหัวจากหูชั้นใน เพราะสโตรกที่เกิดด้านหลังของสมอง มักไม่มีหน้าเบี้ยวหรือแขนขาอ่อนแรงให้เห็นชัดแบบสโตรกทั่วไป บทความนี้อธิบายจุดสังเกตที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินใช้แยกจริง เพื่อให้ครอบครัวรู้ว่าเมื่อไรพอสังเกตอาการเองได้ และเมื่อไรต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
อาการเด่นคือเวียนหัวและเดินเซ
งานวิจัยต้นฉบับ พ.ศ. 2552 ในกลุ่มเสี่ยงสูง 101 ราย
แต่ต้องแยกให้ถูกในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
ไม่ต้องรอให้ครบทุกข้อ
เวลาผู้สูงอายุที่บ้านบอกว่า “บ้านหมุน” หรือ “เดินแล้วเซ” ครอบครัวส่วนใหญ่นึกถึงน้ำในหูไม่เท่ากันก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ถูก แต่มีสโตรกกลุ่มหนึ่งที่เกิดบริเวณก้านสมองและสมองน้อย ซึ่งมาด้วยอาการแบบเดียวกันนี้ทุกอย่าง และไม่มีหน้าเบี้ยวหรือแขนขาอ่อนแรงให้สังเกต บทความนี้เรียงจุดสังเกตที่ทีมแพทย์ใช้แยกจริง และบอกชัดว่าครอบครัวทำอะไรได้แค่ไหน
ครอบคลุมอาการเวียนหัวเฉียบพลันในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ไม่ครอบคลุมเวียนหัวเรื้อรังหรือหน้ามืดจากความดันตก การแยกโรคเป็นหน้าที่ของแพทย์ บทความนี้ช่วยให้ครอบครัวตัดสินใจว่าต้องไปโรงพยาบาลเร็วแค่ไหน ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัยเอง

การตรวจลูกตาข้างเตียงคือสิ่งที่แพทย์ใช้แยกเวียนหัวจากหูชั้นในกับสโตรก ไม่ใช่คำบอกเล่าว่าหมุนแบบไหน
เนื้อหาในบทความนี้
1. ทำไมสโตรกด้านหลังสมองถึงถูกวินิจฉัยผิดบ่อย
คำตอบสั้น: เพราะสโตรกที่เกิดบริเวณก้านสมองหรือสมองน้อยควบคุมการทรงตัวโดยตรง อาการเด่นจึงเป็นเวียนหัวและเดินเซ ไม่ใช่หน้าเบี้ยวหรือแขนขาอ่อนแรงแบบสโตรกที่เกิดบริเวณสมองใหญ่ซึ่งคนทั่วไปคุ้นเคยจากหลัก B.E. FAST
รายงานผู้ป่วยที่ตีพิมพ์ในวารสารการพยาบาลฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 เล่าเคสชายอายุ 76 ปีที่มีโรคหลอดเลือดเป็นทุนเดิม มาโรงพยาบาลด้วยอาการเวียนหัวแบบบ้านหมุนโดยไม่มีอาการอื่น แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าเป็นเวียนหัวจากตะกอนหินปูนในหูชั้นใน ซึ่งเป็นสาเหตุเวียนหัวที่พบบ่อยที่สุดและไม่อันตราย จนอาการแย่ลงจึงพบว่าเป็นสโตรกที่ทาลามัสด้านหลัง การตรวจพบล่าช้าเกินช่วงเวลาที่ให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ทัน
ทำไมถึงพลาดได้ง่าย คำบอกเล่าของคนไข้ เช่น “ห้องหมุน” หรือ “โคลงเคลงเหมือนอยู่บนเรือ” ไม่สามารถใช้แยกสาเหตุได้ เพราะทั้งเวียนหัวจากหูชั้นในและจากสโตรกให้ความรู้สึกคล้ายกันมาก การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองแบบธรรมดา และแม้แต่ MRI ที่ทำเร็วเกินไปก็อาจยังไม่เห็นรอยโรคที่ก้านสมองหรือสมองน้อยขนาดเล็ก
2. เวียนหัวจากหูชั้นใน หน้าตาเป็นอย่างไร
คำตอบสั้น: มักเป็นแบบมีจังหวะ สัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทาง เช่น พลิกตัวบนเตียงหรือเงยหน้า มีอาการหูอื้อหรือได้ยินเสียงในหูร่วมด้วยได้ และมักไม่มีอาการทางระบบประสาทอื่นเลย
| สาเหตุ | ลักษณะเวียนหัวที่พบบ่อย |
|---|---|
| ตะกอนหินปูนในหูชั้นใน (BPPV) | เวียนหัวเป็นวินาทีถึงไม่กี่นาที เกิดเฉพาะตอนเปลี่ยนท่า หายเองเมื่ออยู่นิ่ง |
| หูชั้นในอักเสบเฉียบพลัน | เวียนหัวต่อเนื่องเป็นชั่วโมงถึงหลายวัน มักมีคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงช่วงแรก |
| น้ำในหูไม่เท่ากัน | เวียนหัวเป็นชุด ร่วมกับหูอื้อและเสียงดังในหูข้างเดียว |
ทั้งสามสาเหตุนี้ไม่มีแขนขาอ่อนแรง ไม่มีปากเบี้ยว ไม่มีพูดไม่ชัด และมักดีขึ้นเมื่อนอนนิ่งไม่ขยับหัว

เวียนหัวจากหูชั้นในมักเกิดตอนเปลี่ยนท่า เช่น ลุกนั่งหรือพลิกตัว และหายเมื่ออยู่นิ่ง
3. เวียนหัวจากสโตรก หน้าตาเป็นอย่างไร
คำตอบสั้น: มักเกิดฉับพลันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน รุนแรง ต่อเนื่องแม้อยู่นิ่ง และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยแม้จะเล็กน้อย เช่น เดินเซไปข้างใดข้างหนึ่งชัดเจน มองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัดเล็กน้อย หรือชาที่ใบหน้าซีกเดียว
- เวียนหัวรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะในผู้ที่มีความดันสูง เบาหวาน หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- เดินเซจนทรงตัวไม่ได้ทั้งที่ก่อนหน้านี้เดินปกติดี
- ปวดท้ายทอยรุนแรงร่วมกับเวียนหัว
- มองเห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นผิดปกติข้างเดียว
- พูดไม่ชัดหรือกลืนสำลักร่วมด้วย แม้จะเล็กน้อย
จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสโตรกอยู่แล้ว เช่น อายุมาก ความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ หรือเคยเป็นสโตรกมาก่อน หากเวียนหัวเฉียบพลันครั้งแรกในชีวิต ควรถูกประเมินอย่างละเอียดเสมอ แม้อาการจะดูเหมือนหูชั้นในก็ตาม

ผู้ที่มีความดันสูง เบาหวาน หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ต้องได้รับการประเมินละเอียดเมื่อเวียนหัวเฉียบพลันครั้งแรก
4. 3 จุดสังเกตที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินใช้แยกจริง
คำตอบสั้น: ทีมแพทย์ใช้การตรวจข้างเตียง 3 ท่าที่เรียกว่า HINTS คือทดสอบการเคลื่อนไหวลูกตาเมื่อหันหัวเร็ว สังเกตทิศทางของตากระตุก และดูแนวตาว่าเบี้ยวหรือไม่ ทำได้ภายในเวลาประมาณ 1 นาทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ
งานวิจัยต้นฉบับที่ตีพิมพ์ในวารสาร Stroke พ.ศ. 2552 ศึกษาในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง 101 ราย พบว่า ถ้าผลตรวจทั้งสามท่าเข้าได้กับหูชั้นในครบทุกข้อ ความแม่นยำในการบอกว่าไม่ใช่สโตรกสูงถึงร้อยละ 96 แต่ถ้าพบผลผิดปกติแม้เพียงข้อเดียว ความไวในการจับสโตรกสูงถึงร้อยละ 100 ในกลุ่มที่ศึกษา และมีความไวสูงกว่าการทำ MRI แบบพิเศษที่ทำในช่วงแรกเสียอีก เพราะรอยโรคขนาดเล็กในสมองน้อยและก้านสมองยังไม่ปรากฏบนภาพ
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ การตรวจนี้ต้องทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกเฉพาะ และใช้ได้เฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการเวียนหัวต่อเนื่องอยู่ขณะตรวจ ไม่ใช่แบบทดสอบที่ครอบครัวทำเองที่บ้านแล้วสรุปผลได้ ประโยชน์ของการรู้เรื่องนี้คือการตัดสินใจว่าต้องไปโรงพยาบาลเร็วแค่ไหน ไม่ใช่การวินิจฉัยเอง
5. เช็กเองที่บ้านได้แค่ไหน และเมื่อไรต้องโทร 1669
คำตอบสั้น: ครอบครัวเช็กได้แค่ระดับสัญญาณเตือนกว้าง ๆ ตามหลัก B.E. FAST ไม่ใช่การวินิจฉัยแยกโรค ถ้ามีอาการเวียนหัวร่วมกับข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้โทร 1669 ทันทีโดยไม่ต้องรอดูอาการ
หลัก B.E. FAST ที่กรมควบคุมโรคใช้รณรงค์ B การทรงตัว เวียนศีรษะ เดินเซแบบเฉียบพลัน · E การมองเห็นผิดปกติหรือเห็นภาพซ้อน · F ใบหน้าเบี้ยวเฉียบพลัน · A แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก · S พูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก · T เวลา พบข้อใดข้อหนึ่งให้โทร 1669 และต้องถึงโรงพยาบาล ภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที
พบข้อใดข้อหนึ่งร่วมกับเวียนหัว ให้โทร 1669 ทันที
• เวียนหัวรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน และไม่ดีขึ้นแม้อยู่นิ่ง
• เดินเซจนทรงตัวไม่ได้ หรือล้มไปข้างใดข้างหนึ่ง
• มองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด กลืนสำลัก หรือชาที่ใบหน้าซีกเดียว
• ปวดท้ายทอยรุนแรงฉับพลัน
• หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือซึมลง
รายการนี้ใช้เพื่อตัดสินใจโทร ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นสโตรก อาการที่ทุเลาเองก็ยังต้องได้รับการประเมิน
ถ้าเวียนหัวเกิดตอนเปลี่ยนท่า หายเมื่ออยู่นิ่ง ไม่มีอาการอื่นร่วม และเคยเป็นแบบนี้มาก่อน มีโอกาสสูงว่าเป็นหูชั้นใน แต่ถ้าเป็นครั้งแรกในชีวิต รุนแรง หรือมีอาการอื่นร่วมแม้เพียงเล็กน้อย ให้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนและไปโรงพยาบาลทันที การไปตรวจแล้วพบว่าไม่ใช่สโตรกไม่ใช่การเสียเวลาเปล่า แต่การไม่ไปตรวจแล้วพลาดสโตรกจริงคือสิ่งที่แก้คืนไม่ได้
6. พ้นระยะฉุกเฉินแล้ว การฟื้นฟูการทรงตัวทำอย่างไร
คำตอบสั้น: ผู้ที่เป็นสโตรกบริเวณก้านสมองหรือสมองน้อยมักเหลืออาการเวียนหัวและเดินเซต่อเนื่องแม้พ้นระยะฉุกเฉินแล้ว การฝึกทรงตัวอย่างเป็นระบบช่วยให้สมองปรับตัวกับการทรงตัวใหม่ได้เร็วขึ้น
การฝึกทรงตัวต้องอยู่ภายใต้การประเมินของนักกายภาพบำบัด เพราะต้องแยกให้ชัดว่าอาการที่เหลืออยู่มาจากสมองน้อยที่เสียหาย หรือมาจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย โปรแกรมที่ใช้บ่อยคือการฝึกจ้องตาให้นิ่งขณะขยับหัว ฝึกยืนบนพื้นผิวที่ไม่มั่นคง และฝึกเดินในสภาพแวดล้อมที่ค่อย ๆ เพิ่มความท้าทาย ลู่วิ่งใต้น้ำช่วยได้ในกรณีที่กลัวล้มมาก เพราะน้ำรับน้ำหนักตัวบางส่วนไว้
KIN เป็นศูนย์ฟื้นฟู Stroke แบบครบวงจร เน้นฟื้นฟูเป็นระบบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ ผู้ป่วยที่เหลืออาการเวียนหัวและเดินเซ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะประเมินก่อนวางแผน กายภาพบำบัดวันละ 1 ครั้งทุกแพ็กเกจ หรือแบบเข้มข้นวันละ 2 ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 45 ถึง 60 นาที ตามคำแนะนำของแพทย์ และปรับความหนักตามการเยี่ยมของแพทย์ทุกสัปดาห์ ดูรายละเอียดที่ หน้าศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง KIN และเทคโนโลยีที่ใช้ฝึกการเคลื่อนไหวที่ บทความเครื่องช่วยฝึกเดินหลังสโตรก

“ครอบครัวมักถามว่าทำไมต้องรีบไปโรงพยาบาล ทั้งที่แค่เวียนหัว คำตอบคือเราแยกไม่ได้ด้วยตาเปล่าว่าเป็นหูหรือเป็นสมอง และสโตรกที่มาด้วยอาการเวียนหัวคือกลุ่มที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด การไปตรวจแล้วไม่ใช่ ดีกว่าการไม่ไปแล้วพลาด”

การฝึกทรงตัวอย่างเป็นระบบหลังพ้นระยะฉุกเฉิน ช่วยให้สมองปรับตัวกับการทรงตัวใหม่ได้เร็วขึ้น
ติดต่อสอบถาม | นัดประเมินฟรี
ปรึกษาแผนฟื้นฟูการทรงตัวหลังสโตรก ประเมินก่อนไม่มีค่าใช้จ่าย
สายด่วนกลาง: 02-096-4996 | กายภาพบำบัดที่บ้าน 095-767-6307 | ดูแล พยาบาล และเช่าอุปกรณ์ 061-881-9399 | กรณีฉุกเฉินโทร 1669
คำถามที่พบบ่อย ตอบโดยทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN
เวียนหัวแบบไหนควรสงสัยว่าเป็นสโตรก
เวียนหัวรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดฉับพลัน ต่อเนื่องแม้อยู่นิ่ง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วยแม้เล็กน้อย เช่น เดินเซไปข้างใดข้างหนึ่ง มองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด หรือปวดท้ายทอยรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสโตรกอยู่แล้ว ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ
ทำไมสโตรกบางแบบไม่มีหน้าเบี้ยวหรือแขนอ่อนแรง
เพราะสโตรกที่เกิดบริเวณก้านสมองหรือสมองน้อยควบคุมการทรงตัวและการเคลื่อนไหวของตาโดยตรง อาการเด่นจึงเป็นเวียนหัวและเดินเซ แทนที่จะเป็นหน้าเบี้ยวหรือแขนขาอ่อนแรงแบบสโตรกที่เกิดบริเวณสมองใหญ่ค่ะ
การตรวจ HINTS คืออะไร ทำเองที่บ้านได้ไหม
เป็นการตรวจข้างเตียง 3 ท่าที่บุคลากรทางการแพทย์ผู้ผ่านการฝึกใช้แยกเวียนหัวจากหูชั้นในกับจากสโตรก งานวิจัยต้นฉบับพบว่าไวกว่าการทำ MRI ในช่วงแรก แต่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ครอบครัวทำเองที่บ้านแล้วสรุปผลไม่ได้ค่ะ
เวียนหัวจากหูชั้นในมีอาการต่างจากสโตรกอย่างไร
เวียนหัวจากหูชั้นในมักสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทาง เป็นช่วงสั้น หายเมื่ออยู่นิ่ง และไม่มีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วม ส่วนเวียนหัวจากสโตรกมักเกิดฉับพลัน ต่อเนื่องแม้อยู่นิ่ง และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยแม้เพียงเล็กน้อยค่ะ
ไปโรงพยาบาลแล้วพบว่าไม่ใช่สโตรก เสียเวลาเปล่าหรือไม่
ไม่เสียเปล่าค่ะ เพราะเวียนหัวเฉียบพลันแยกยากด้วยตาเปล่า แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์บางครั้งยังต้องอาศัยการตรวจเฉพาะ การไปตรวจแล้วพบว่าไม่ใช่สโตรกดีกว่าการไม่ไปตรวจแล้วพลาดช่วงเวลาที่รักษาได้ทันเสมอ
พ้นช่วงฉุกเฉินแล้วยังเวียนหัวเดินเซอยู่ ฟื้นฟูได้ไหม
ได้ค่ะ การฝึกทรงตัวอย่างเป็นระบบภายใต้การประเมินของนักกายภาพบำบัดช่วยให้สมองปรับตัวกับการทรงตัวใหม่ได้เร็วขึ้น โปรแกรมที่ใช้บ่อยคือฝึกจ้องตานิ่งขณะขยับหัว ฝึกยืนบนพื้นผิวไม่มั่นคง และฝึกเดินในสภาพแวดล้อมที่ค่อย ๆ เพิ่มความท้าทาย

ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854 | กำกับดูแลโดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร | อัปเดตล่าสุด: ก.ย. พ.ศ. 2569 | บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย อาการเวียนหัวเฉียบพลันต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ ครอบครัวไม่ควรสรุปสาเหตุเอง